• By: Poorit “Sports in 1” Lertpaitoonpan

    Source: NBA

    Today’s (9 January) NBA game between Chicago Bulls and Miami Heat has been postponed due to “condensation on the court”

    What does it mean?

    It means when moister form on the surface, in this case, a playing court. This could theoretically be from earlier game from the Chicago Blackhawks an NHL team that share the stadium with the Bulls.

    Playing on a moist surface is akin to playing in a slippery floor, hence why the league decided to postpone the game for safety reason.

    Reference

    Heat-Bulls game at the United Center postponed due to condensation on the court | CNN

  • By: Poorit “Sports in 1” Lertpaitoonpan

    Source: Sky Sports

    “I came here to be the MANAGER, not to be the COACH”

    Those words utter by Ruben Amorim results in his tenure as Manchester United head coach coming to an abrupt end, after Man United draw 1-1 to Leeds.

    From the outburst, it can be concluded that the Portuguese head coach is not happy at his role and power at the club, something he enjoy at Sporting.

    This is not the first case this year where team sack their gaffer due to the dispute of roles, on New Year Day, Chelsea also part ways with their head coach Enzo Maresca with similar reason, after the Chelsea head coach air his frustration to the media.

    In both scenarios, both “coaches” want to have more control in governing the ins and outs of the team more than leading the team on the pitch, those were the custom and the norm in the football world. However, with more teams elected to announce new boss as “head coach” rather than “manager”, something is afoot in team building culture in the beautiful game.

    What’s the difference?

    Sources: Britannica

    Historically, football managers are known to take care of the business both inside and outside the pitch, notably Sir Alex Ferguson of Manchester United, who manage duty on both transfer and in-game tactics.

    While managers often took care of all business within the team, head coach focus more on match performance and in-game tactics, being relief of duty in the transfer market.

    What’s the problem?

    Power

    That’s the problem

    It is clear in the case of both Amorim and Maresca that they feel undervalue regarding their inputs of potential players for team to seek out for.

    For Amorim case specifically, it was reported that he wants Ollie Watkins and Emiliano Martinez, striker and goalkeeper for Aston Villa, as target in the transfer window. However, Man United instead went and get Benjamin Sesko and Senne Lammens, a younger and more raw talents from RB Leipzig and Royal Antwerp, rather than Premier League proven players.

    Being the head coach rather than manager, you lose power in the negotiation and need to adjust and play the tactics according to the piece you have. For some type of coach, this is not their strongest suits.

    However, as a director of the team, it may be more beneficial to the team to be able to have bigger control of the project of the club as a whole, if they were to sack the coaches, the progress can continue despites the change in the personel.

    What cause the surge in Head Coach and shrinking of Manager

    Sources: BBC

    American games may have partially influence some factors in football business. From more business-orient approach in running football club to adding half time show in games, it could be said that European football is being “Americanize” to an extend.

    And in running the team, this concept is nothing new to NFL and NBA. Where head coaches and general managers have two distinct roles, similar to head coaches and sporting directors in football.

    Main idea is the GM assembles the team, and the coaches plays them as best to his abilities, when both do their job perfectly, it can create dynasty.

    In the cause of Manchester United and Chelsea, it can be seen that the sporting directors want to be in control of teams transfer and financial aspects of the club, trusting that the head coach will be able to work with the team they are given. With this, the responsibility of success is with them, but if they fail, they can always sack the coach and hire a new one.

    The power is in the hands of the board of director, for better or for worse.

    For better, one can look at Houston Rockets, they start their “rebuild” project with Stephen Silas. When the team decided he wasn’t the man for the job, they decided to go with Ime Udoka as head coach, and they are now contenders.

    For worse, Manchester United is a good case, they want fresh young manager like Amorim to be their head coach for the future. However, Amorim commitment to his tactics doesn’t fit Man United vision of being flexible and using “433” formation, the clash in philosophy causes the project to a screeching halt halfway, in the season that they can still aim for Top 4.

    The role of “manager” may be dying, but is it better for team to be in control of the structure of the team, or should it be one person who take charge every time the squad hit the field.

    Reference

    ‘I’m here to be manager, not coach’ – Ruben Amorim challenges Man Utd chiefs but plans to leave in 18 months – BBC Sport
    What does a football manager do? | UE Blog
    Coaches or managers: In football, what’s the difference? | Euronews
    Premier League: Are ‘traditional’ managers making way for head coaches? – BBC Sport
    The rise of the college sports GM: As the game goes professional, only the head coach may have more power – CBS Sports
    The seven players Ruben Amorim wanted at Manchester United but was refused – Yahoo Sports

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: Yahoo Sports

    ถึงจะสายไป 2 วัน แต่ในฐานะแฟนคลับ “H-Town” สิ่งนี้ก็รู้สึกอเมซิ่งอยู่ดี

    จากเกม “คัมแบ็ค” ถึงสองเกมในวันอาทิตย์ (9 พฤศจิกายน) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดจริงๆ โดยเฉพาะคู่แรก

    NFL: ฮูสตัน เท็กซันส์ vs แจ็กสันวิลล์ จากัวร์ส

    ภาพจาก: ESPN

    ในเกมนี้ ความคาดหวังของทีมถือว่าต่ำมาก นอกจากที่เท็กซันส์มีสถิติ 3-5 และมีโอกาสพลาดไปเพลย์ออฟสูงถ้าแพ้อีกเกมยิ่งกับคู่ปรับดิวิชั่น พวกเขายังขาดควอเตอร์แบ็คตัวหลักอย่าง ซี เจ สตราวด์ ความหวังเดียวของเกมรุกสุดฝืดของพวกเขาในปีนี้อีกด้วย

    ทำให้ต้องใช้ เดวิส มิลส์ ควอเตอร์แบ็คสำรองของทีม ที่ในไดร์ฟแรกขว้างอินเตอร์เซปทันที และจากัวร์นำก่อน 3-0 ในอีกไม่นาน

    และนั้นก็เป็นบรรทัดฐานของเกมนี้ไปโดยปริยาย

    เผลอแปปเดียว จากัวร์สก็ถลุงยับๆ จบควอเตอร์สามนำเท็กซันส์ 29-10 ณ ตอนนั้นมีเปอร์เซ็นต์ชนะถึง 96.6 เปอร์เซ็นต์ โดย ESPN

    โอ้ ขุ่นพระ

    โอกาสมีหริบหรี่ แต่เวลายังไม่หมดก็อย่าเพิ่งนับศพทหาร เมื่อมิลส์ขว้างทัชดาว์นอย่างงดงาม หลังจากที่ทุลักทุเลมากในไดร์ฟแรกของควอเตอร์ 4 แถมยังทำแต้มโบนัส 2 คะแนนได้อีกด้วย

    29-18

    และหลังจากเกมรับ ที่เป็นจุดเด่นอย่างมากของเท็กซันส์ในปีนี้ หยุดเกมรุกของจากัวร์สไปได้ มิลส์ก็ขว้างสวยเป็นอีก 1 ทัชดาว์น แต่ครั้งนี้ทำโบนัสไม่ได้

    29-24

    โอกาสเริ่มมีแล้ว แถมเหลืออีกประมาณ 7 นาที ถ้าได้อีก 1 ทัชดาวน์จะพลิกขึ้นนำ

    เท็กซันส์ได้บุกอีกครั้งด้วยเวลาเหลือประมาณ 6 นาที 20 วินาที แต่พวกเขาใช้เวลาเยอะไปมาก

    รู้ตัวอีกทีก็เหลืออีกแค่ 40 วินาที

    มีหลายครั้งที่เกือบจะเสียโอกาสไปแล้ว แต่ได้ทั้ง Pass Interference และโมเมนต์สำคัญของทีมที่ช่วยเอาไว้ได้

    และ ณ ตอนนี้ มิลส์ ไม่มองคนส่งแล้ว เขามองไปที่ทุ่นตรงเอนด์โซน

    ขอแค่โดนมัน ทีมก็จะขึ้นนำ…

    และเขาก็พุ่งไป และไม่น่าเชื่อ เขาทำได้!!! หลังจากที่เกมรุกที่ฝืดมาก ตอนนี้เขาทำ 26 แต้มในควอเตอร์เดียว โอ้ มาย กู้ดเนส

    29-30

    แต่! เขาทำบอลหลุดมือตอนจะทำ 2 แต้มโบนัส ทีมเลยนำอยู่แค่แต้มเดียวเท่านั้น

    เอาล่ะสิ อย่างนี้ในอีก 30 วินาทีที่เหลือ ถ้าจากัวร์สขยับไปถึงระยะเตะฟิลด์โกลล่ะก็ พวกเขาจะชนะทันทีด้วย 3 คะแนนที่จะได้

    แต่เกมรุดของเท็กซันส์ทำได้ดี จนเหลืออีก 7 วินาทีเท่านั้น ระยะของจากัวร์ยังห่างไปถึงประมาณ 75 หลา ไกลเกินไป มีแต่ต้องขว้างแบบ Hail Mary หวังต่อพระแม่มารีย์เท่านั้น!

    แต่จำได้ไหมว่าเกมรับของเท็กซันส์เขาดุจริง

    เมื่อเทรเวอร์ ลอว์เรนส์ ควอเตอร์เบ็คของจากัวร์ส จะขว้างลูก ก็มีการชนจากข้างหลัง และบอลก็เข้ามือเชลดอน เรนคินส์ เทคเคิลของเท็กซันส์ เป็น Fumble Recovery และวิ่งไปจนสุดทางทำทัชดาว์นตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้จากัวร์ได้สำเร็จ

    ว้าว!

    และก็จบเกมที่ เอ็นอาร์จี สเตเดียม เท็กซันส์ชนะจากัวร์สไป 36-29

    NBA: ฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ vs มิลวอกี บัคส์

    ภาพจาก: Sports Illustrated

    ในวันเดียวกัน ตัดไปที่เมืองมิลวอกีที่สนามฟิเซิร์ฟ ฟอรัม มิลวอกี บัคส์ ที่มีสถิติ 6-3 พบกับ ฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ ที่มีสถิติ 5-3

    ทั้งสองมีโอกาสลุ้นเพลย์ออฟทั้งคู่ จึงเป็นศึกที่วัดค่าพลังของทีมไปในตัว

    แต่บัคส์ ด้วยการนำของ “เดอะ กรีก ฟรีก” ยานิส อันเตโตคุมโป ก็ออกนำร็อกเก็ตส์ตั้งแต่ควอเตอร์ 2 ถึงแม้เกมจะสูสี แต่บัคส์ก็คุมความได้เปรียบมาตลอด

    จนกระทั่งถึงควอเตอร์ 4 สกอร์นำ 108-100 เหลือเวลาอีก 4 นาที 49 วินาที โอกาสชนะโดย ESPN อยู่ที่ 91.3%

    แต่ทีมจาก “H-Town” ก็เครื่องติดจนได้ เริ่มจากการที่อเมน ทอมป์สันทำฟาวล์ลงไปก่อน ตีตื้นมา 3 คะแนน

    และหลังจากนั้น รีด เชฟเพิร์ด ก็บล็อคลูกได้สวย จนจาบารี สมิธ จูเนียร์ เรียกฟาวล์ได้จากอีกด้านของสนาม ได้ชู้ตลูกโทษสองลูกตีตื้นมาเหลือ 3 แต้ม

    และอัลเพเรน เชนกุน ได้ดังก์ในการบุกอีกรอบ ทำให้ตีตื้นมาเหลือ 1 แต้มเท่านั้น แต่ทว่าไรอัน รอลลินส์ ชู้ตสามคะแนนให้บัคส์นำห่างไปอีกเป็น 111-107

    แต่ฮูสตันไปบอลแล้วบุกอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเควิน ดูเรนท์ที่ไม่หวั่น โดนสองตัวประกบแต่ก็ยังชู้ตลงไปได้แถมได้ฟาวล์ลงอีกด้วย

    110-111

    และจังหวะต่อมา แกรี เทรนต์ จูเนียร์ ชู้ตไม่ลงก่อนที่ยานิสจะยัดห่วงทำแต้มไป แต่!! โดนจับฟาวล์ Offensive Interference หรือโกลเทนดิงเกมรุก ทำให้ไม่ได้แต้ม

    และร็อกเก็ตส์ได้บุกอีกรอบ ดูเรนท์ดวลกับยานิสก่อนจะส่งให้จาบารี สมิธ ชู้ตสามคะแนน

    สวบ!

    113-111

    พลิกกลับมานำ และเหลือเวลาอยู่ 2 นาที 27 วินาที

    “ร็อกเก็ตส์พลิกกลับมานำได้ นี่เป็นวันอาทิตย์แห่งการคัมแบ็คของฮูสตัน!!!” ผู้บรรยายของฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ กล่าว

    แต่บัคส์ตีเสมอได้ทันทีจากรอลลินส์

    แต่ร็อกเก็ตส์มี เควิน ดูเรนท์ เขาพุ่งเข้าไปแล้วทำสองแต้มที่ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วยากมาก

    กลับมาอีกด้าน ยานิสได้ชู้ตติงฟาลว์ แต่ชู้ตลูกโทษทั้ง 2 ลูกไม่ลง!

    วอท

    ขากลับมาเป็นดูเรนท์เล่น Pick-and-Roll กับเชนกุน ที่ถึงแม้จะโดนรุม 3 แต่ยังสรรหาทำฮุคช็อตข้ามหัวยานิสลงไปได้

    117-113

    หลังจากที่พลาดการทำแต้มทั้งสองฝ่าย เชนกุนไปทำฟาลว์ยานิส ซึ่งในสถานการณ์ที่ทีมทำฟาวล์เยอะเกินไป การฟาวล์ทุกครั้งจะจบที่การชู้ตลูกโทษ

    ยานิสชู้ตลูกแรกลง 117-114

    แต่ชู้ตลูกที่ 2 ไม่ลง แล้วเชนกุนรีบาวน์ได้ เหลือเวลาอีก 37 วินาทีเท่านั้น

    และโมเมนต์สุดยอดก็เกิดขึ้นต่อจากนี้

    เชนกุนดวลกับยานิสที่เข้ามากดดันถึงในฝั่งร็อกเก็ตส์ ซึ่งยานิสพยายามที่จะเอื้อมมือไปแย่งลูกแต่เชนกุนครอสโอเวอร์หนีมาได้

    และหลังจากที่ประคองตำแหน่งได้หลังจากที่เปลี่ยนใจว่าจะเข้าไปทำแต้มลงใน เชนกุนยกมือขึ้น คล้ายๆกับว่าบอกให้สมิธ จูเนียร์ ที่อยู่ใกล้ให้ถอยไป

    ภาพจาก: NBA บน YouTube

    เพราะเขาจะ 1-1 ยานิสเอง

    ยานิส ใจร้อน พุ่งเข้าหมายจะแย่งบอลอีกครั้งแต่เชนกุนไดร์ฟหนีไปได้อีกรอบ พุ่งเข้าเจอ ไมล์ส เทิร์นเนอร์ ก่อนที่เชนกุนจะหมุนและขึ้นทำแต้ม

    ปรี้ด

    ฟาวล์และลง!

    เชนกุนแบ่งกล้ามโชว์ถึงพละกำลังและความคล่องตัวที่อาจจะเชื่อได้ยากว่าพ่อหนุ่มบิ๊กแมนจากตุรกีจะมี

    ร็อกเก็ตส์ทำ 22-7 แต้มในช่วงเวลา 4 นาทีสุดท้าย พลิกกลับมานำ และชนะไปในที่สุดด้วยสกอร์ 122-115

    ส่งท้าย

    ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองทีมจากฮูสตันสามารถพลิกเกมกลับมาชนะได้ทั้งคู่ แถมเกิดขึ้นในวันเดียวกัน มันรู้สึกตื้นตันใจจริงๆ

    อ้างอิง

    https://www.espn.com/nfl/game/_/gameId/401772770/jaguars-texans
    https://www.youtube.com/watch?v=L3D2GLBCmlg
    https://www.espn.com/nba/game/_/gameId/401810046/rockets-bucks
    https://www.youtube.com/watch?v=7tj8cGp6OjI

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    Faker(ขวา) ยกถ้วย Summoner’s Cup หลังจากคว้าแชมป์โลกเกม League of Legends สมัยที่ 6, ภาพจาก: Esports.net

    เมื่อวาน (9 พฤศจิกายน) T1 เอาชนะ KT ได้ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันเกม League of Legends World Championship 2025 3-2 เกมคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

    และหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการที่ Faker หรือชื่อจริง ลี ซัง-ฮยอก สามารถคว้าแชมป์ Worlds 3 สมัยติดเป็นครั้งแรก และคว้าแชมป์ Worlds ถึง 6 สมัยได้สำเร็จ

    และถึงแม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับแล้วว่า Faker คือ G.O.A.T. ของเกม League of Legends แต่วันนี้ ผู้เขียนจะพยายามกล่าวถึงเหตุผลที่สามารถพูดได้ว่า Faker คือ “ผู้เข้าแข่งขัน” ที่เก่งที่สุดตลอดกาล ทั้งในกีฬาทั่วไปและกีฬาอีสปอร์ต ด้วยปัจจัยทั้งความสำเร็จกับทีม, ความสำเร็จส่วนตัว, ความสม่ำเสมอในระยะเวลานาน, และความสัมพันธ์กับกีฬาที่เล่น

    ความสำเร็จของทีม ไม่มีอะไรต้องกังหา

    ภาพจาก: Liquidpedia

    แชมป์โลกถึง 6 สมัยกับ T1 ทีมเดียว ไม่มีอะไรมาปฏิเสธได้ว่าเขานั้นมีค่าต่อทีมมากแค่ไหน

    และนอกจากแชมป์โลกและการเป็นถึง 3 สมัยติดต่อกันแล้ว เขายังได้แชมป์กลางฤดูกาล (Mid-Season Invitational หรือ MSI) อีก 2 สมัยด้วยกัน นอกเหนือกว่านั้น ก็คว้าแชมป์อีสปอร์ตชิงแชมป์โลก (EWC) และเอเชียนเกมส์อีกอย่างละสมัย

    และไม่ใช่แค่ในระดับนานาชาติเท่านั้น ทั้งในประเทศเกาหลีเขาก็โดดเด่น คว้าแชมป์ลีกในประเทศมากถึง 11 สมัย

    ที่น่าประทับใจที่สุดคือทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับทีมเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ T1

    การได้แชมป์ระดับสูงมากถึงขนาดนี้กับทีมเดียวก็สามารถเปรียบเปรยกับไมเคิล จอร์เดน ผู้เล่นบาสเก็ตบอลในตำนาน ที่เล่นให้กับชิคาโก บูลส์ทีมเดียว และคว้าแชมป์ NBA ได้ 6 สมัย

    และเมื่อพูดถึงจอร์แดน อีกเรื่องนึงที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือสถิติในรอบชิงระดับสูงสุด เนื่องจากจอร์แดนได้ลงเล่นใน NBA Finals 6 ครั้ง ชนะทั้ง 6 ครั้ง ส่วน Faker ได้เล่นในรอบชิงแชมป์โลก 8 ครั้ง ได้แชมป์ 6 ครั้งเช่นกัน

    ประเด็นการคว้าแชมป์มากมายพร้อมทั้งสามารถเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบชิงชนะเลิศทำให้ไม่มีใครกังขาเรื่องนี้

    ความสำเร็จส่วนตัว ความเข้าใจในเกมที่เก่งที่สุดตลอดกาล

    เรื่องความสำเร็จส่วนตัว ก็ไม่มีอะไรมากังขาเช่นกัน ใน 6 ครั้งที่ได้แชมป์ Worlds เขาได้ Finals MVP ไป 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้รางวัลทั้งผู้เล่นแห่งปีของลีกเกาหลี (LCK) 2 ครั้ง รางวัล MVP ประจำฤดูกาลลีกเกาหลีอีก 2 ครั้งเช่นกัน

    นอกจากนี้ ในการจัดอันดับของเกม เขาก็ยังได้ตำแหน่งอันดับ 1 ในเซิร์ฟเวอร์เกาหลีอีกหลายครั้ง ซึ่งเซิร์ฟเวอร์เกาหลีขึ้นชื่อเรื่องความยากอยู่แล้วด้วย

    และเมื่อฝืม้ายลายมือ ก็มีไฮไลต์หนึ่งที่แทบจะอธิบายความ “โหด” ของเขาได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแฟนเกมนี้ก็รู้ๆกันอยู่

    ก็ละม้ายคล้ายผู้เล่นที่ได้รับรางวัล MVP และรางวัลส่วนตัวมากมายเช่น คริสเตียโน โรนัลโด, ลีโอเนล เมสซี, คารีม อับดุล-จาบาร์, ไมเคิล จอร์แดน, เลอบรอน เจมส์, หรือแม้แต่ เพย์ตัน แมนนิง

    ความคงกระพันของ “Unkillable Demon King”

    Faker ในมิวสิกวิดีโอ “Heavy is the Crown”, ภาพจาก: League of Legends

    ฉายา “Unkillable Demon King” หรือ “ราชาปีศาจผู้คงกระพัน” มาจากการที่เขาสามารถรอดตายในสถานการณ์ที่ว่า “ใครเห็นที่ว่าตาย” อยู่หลายครั้ง แต่นอกจากนี้ นอกเกม เขาก็เป็นผู้เล่นที่เอาลงยากเช่นกัน

    Faker เริ่มเล่นระดับมืออาชีพตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ ซึ่งก็ผ่านมา 13 ปีแล้ว ยิ่งในอีสปอร์ตที่มักจะ “เล่นได้ไม่นาน” และผู้เล่นมักจะแขวนเมาส์ตั้งแต่อายุ 20 กลางๆ Faker ก็ยังเล่นอยู่แม้จะอายุย่าง 30 แล้วก็ตาม

    เขาเล่นมาตั้งแต่สมัยที่ T1 ยังใช้ชื่อเต็ม SKT Telecom T1 จนเปลี่ยนชื่อมาเป็น T1 ก็ยังเป็นผู้เล่นสำคัญของทีมอยู่

    และถึงแม้ว่าจะไม่ได้โดดเด่นมาตลอดทั้ง 13 ปี แต่ความคงเส้นคงวาของเขา ก็เหมือนเป็นเสาหลักประคองให้ทีมตลอดเวลา

    ซึ่งเหล่าผู้เล่น G.O.A.T. ในยุคสมัยใหม่ก็มักจะมี Longevity ที่น่าเหลือเชื่อเช่นกันทั้งโรนัลโดและเลอบรอน ที่เล่นกีฬาของพวกเขาในระดับสูงอยู่แม้จะมีเลข 4 นำหน้าอายุเขาแล้วก็ตาม

    เมื่อคิดถึง League of Legends ก็จะคิดถึง Faker

    ภาพจาก: ONE Esports

    เวลาพูดถึงฟุตบอลก็นึกถึง โรนัลโดหรือเมสซี

    เวลาพูดถึงบาสเก็ตบอลก็นึกถึงจอร์แดน, โคบี ไบรอัน, หรือ เลอบรอน

    เวลาพูดถึงเบสบอลก็นึกถึงโชเฮ โอตานิ

    และแน่นอน เวลาพูดถึง League of Legends หรือแม้กระทั่งอีสปอร์ตก็จะนึกถึง Faker ที่ดังระดับที่ว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการอีสปอร์ตก็รู้จักเขา

    Branding ของเขามันไกลไปจนเรียกได้ว่าเป็น Ambassador ให้วงการเกมไปแล้วก็ว่าได้ ทั้งฝีมือการเล่น และนิสัยที่สุขุมนอบน้อมของเขา เป็นที่จดจำง่ายและเป็นตัวอย่างที่ดีให้เหล่าเกมเมอร์รุ่นใหม่

    ทุกภูเขา เขาพิชิตหมดแล้ว

    ทั้งรางวัลระดับทีม เดี่ยว ความโด่งดัง ทุกอย่างเขามีมาหมดแล้ว

    ด้วยวัย 29 ปี และแชมป์โลก 6 สมัย เขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว เขาทำทุกอย่างที่ผู้เล่นเกมนี้ในระดับอาชีพอย่างทำมาหมดแล้ว

    แต่ตัวผมก็ยังคิดนะว่า

    บางทีเขาอาจจะยังไม่รีไทร์เพื่อจะรอให้ใครซักคนมาโค่นเขาก็ได้

    อ้างอิง

    Faker: Results – Liquipedia League of Legends Wiki
    Player Profiles | SKT T1 Faker, The Unkillable Demon King
    Faker – Liquipedia League of Legends Wiki

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: AP News

    สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟา) ได้ประกาศจัดตั้งรางวัลสันติภาพ โดยจะประกาศผู้รับรางวัลคนแรกในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา

    “ในโลกที่มีความไม่สงบและแบ่งแยก เราควรให้ความสำคัญและคุณค่าแก่บุคคลผู้ทำงานหนักเพื่อที่จะยุติข้อพิพาทและนำพาความเป็นหนึ่งเดียวด้วยความสงบสุข” จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟากล่าว

    โดยรางวัลฟีฟาสาขาสันติภาพ จะประกาศในทุกปีโดยปีนี้อินฟานติโนจะเป็นคนมอบรางวัลด้วยตัวเอง

    โดยมีการตั้งคำถามว่าทำไมถึงมีการจัดตั้งรางวัลนี้ขึ้นมา และจะเป็นการมอบรางวัลให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้เป็น “เพื่อนสนิท” ของอินฟานติโนหรือไม่ หลังจากที่ประธานาธิบดีพลาดรางวัลโนเบลสันติภาพไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ อินฟานติโน ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อได้รับคำถามนี้ โดยกล่าวแค่ว่า “เดี๋ยวทุกคนก็จะรู้กันเมื่อวันที่ 5 ธันวามาถึง”

    ทุกท่านคิดว่าใครจะได้รับรางวัลฟีฟาสาขาสันติภาพเป็นคนแรก และจะโอเคไหมถ้าผู้รับรางวัลไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับกีฬาฟุตบอล?

    อ้างอิง

    FIFA to award new peace prize at World Cup draw in Washington | AP News
    FIFA creates ‘peace prize’ to award at World Cup draw in D.C. – ESPN

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: Yahoo Sports

    หลังจากที่ออกสตาร์ทมาด้วยการพ่ายแพ้โอคลาโฮมา ซิตี ธันเดอร์ส และ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ ฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ ที่นำ เควิน ดูเรนท์ ซุปเปอร์สตาร์รุ่นเก๋าวัย 37 ปี เข้ามาร่วมทีมเมื่อปลายฤดูกาลที่ผ่านมา ว่าพวกเขาจะเป็น “ผู้ท้าชิง” ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้จริงหรือไม่

    แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็ชนะถึง 4 เกมติด ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทีมขาขึ้นดั่งเช่น OKC หรือ พิสตันส์ แต่ก็เป็นสัญญานที่ดีของทัพจรวดในการไล่ล่าแชมป์ของพวกเขา

    คำถามคืออะไรเป็นสัญญานที่ดีของพวกเขาบ้าง

    1. เกมรุกเส้นสามคะแนนที่แม่นยำ

    ภาพจาก: Sports Illustrated

    หลังจากที่ใช้แผน “All Big” ไปในสองเกมแรกแล้วดูเหมือนจะไม่เวิร์ค เลยมีการปรับเอา จอช โอโคกี มาเล่นตำแหน่ง ชูตติงการ์ด และปรับเอาสตีเวน อดัมส์มาเป็นตัวสำรอง การเปลี่ยนครั้งนี้ช่วยเหลือได้อย่างมาก

    เพราะการมีทั้งอดัมส์, อัลเพเรน เชนกุน, และ อเมน ทอมป์สัน อยู่ในสนามพร้อมกัน ถึงแม้ว่าจะช่วยเรื่องเกมรับ แต่การทีมีผู้เล่นที่ชู้ต 3 ไม่ค่อยดีนักถึง 3 คน เป็นการปิดมิติเกมรุกของทีม

    ซึ่งการเอาโอโคกีมาก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เนื่องจากเปอร์เซ็นต์ชู้ต 3 คะแนนที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ร็อกเก็ตส์ทั้งทีมก็มีเปอร์เซ็นต์การชู้ตที่สูงที่สุดในลีกที่ 42.5% อีกด้วย

    2. เชนกุนและฟอร์มที่ก้าวไปสู่ซุปเปอร์สตาร์

    ภาพจาก: Forbes

    เชนกุน, ทอมป์สัน, และดูเรนท์ ถูกคาดหวังให้เป็น “หัวใจหลัก” ในการทำเกมทั้งเกมรุกและเกมรับของทีม

    ซึ่งฟอร์มของทั้ง 3 คนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังจากกดรวม 74 แต้มและ 15 แอตซิสต์

    โดยเฉพาะเชนกุนที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ในฤดูกาลนี้เขาเฉลี่ย 21.7 แต้ม 8.5 รีบาวน์ และ 7.3 แอตซิสต์ต่อเกมเลยทีเดียว ซึ่งเขาสามารถทำหน้าที่ในบทบาท “คนเดินเกมรุก” ได้ดีมาก เนื่องจากเกมรุกใน post ของเขาที่ดีทั้งจาก high-post หรือ low-post และทำแต้มได้ต่อเนื่อง และพอฝั่งตรงข้ามส่งผู้เล่นสองคนมารุมเขา เชนกุนก็มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอที่จะส่งให้เพื่อนร่วมทีมที่ว่างอีกด้วย

    เห็นได้จากคลิปที่ผู้เล่นทีมโทรอนโต เรปเตอร์ส ทิ้ง เควิน ดูเรนท์ ให้ว่างเพื่อมาดับเบิลทีมเชนกุนอ่ะ คิดดู

    แต่ที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ทำให้เชนกุนน่ากลัวมากกว่าเดิมคือการชู้ตสามคะแนน ในปีนี้เชนกุนมีเปอร์เซ็นต์ชู้ตสามคะแนนที่ 47.4% ซึ่งสูงกว่าฤดูกาลที่แล้วที่ 23.3% เป็นอย่างมาก แน่นอนถึงแม้ว่าเชนกุนจะไม่ใช่ชู้ตเตอร์หลักของทีมจากการชู้ต 3 เฉลี่ย 3.4 ครั้งต่อเกม แต่เปอร์เซ็นต์ที่ดีทำให้ทีมไม่สามารถทิ้งเขาให้อยู่เส้นสามคะแนนได้

    3. ดูเรนท์ผู้มอบความสม่ำเสมอให้กับทีม

    ภาพจาก: AP News

    การมาของเควิน ดูเรนท์คือการมอบ “ความสม่ำเสมอ” ให้กับทีม สิ่งที่ร็อกเก็ตส์ขาดหายไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

    ถึงแม้ว่าเจย์เลน กรีน ผู้เล่นทำแต้มหลักของร็อกเก็ตส์จะเฉลี่ย 21 แต้มต่อเกมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว มองเผินๆก็เหมือนจะดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าภายใต้ค่าเฉลี่ย เขาทำแต้มได้เท่าไหร่ต่างหาก

    นี่คือจำนวนแต้มของเจย์เลน กรีน เมื่อฤดูกาลที่แล้วในเพลย์ออฟที่เจอกับโกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส

    เกม 1 – 7 แต้ม
    เกม 2 – 33 แต้ม
    เกม 3 – 9 แต้ม
    เกม 4 – 8 แต้ม
    เกม 5 – 11 แต้ม
    เกม 6 – 12 แต้ม
    เกม 7 – 8 แต้ม

    สะท้อนถึงปัญหาของกรีนมาตลอดเรื่อยความไม่สม่ำเสมอที่เหวี่ยงแบบสุดขั้ว ซึ่งการมาของ “สลิม รีปเปอร์” หลักคือเพื่อแก้ปัญหานี้

    นี่คือแต้มของเควิน ดูเรนท์ ใน 6 เกมแรกให้กับร็อกเก็ตส์ในฤดูกาลปกติ

    เกม 1 – 23 แต้ม
    เกม 2 – 37 แต้ม
    เกม 3 – 19 แต้ม
    เกม 4 – 31 แต้ม
    เกม 5 – 26 แต้ม
    เกม 6 – 21 แต้ม

    แน่นอนว่าดูเรนท์ไม่ได้เล่นดีทุกเกม แต่ร็อกเก็ตส์ไม่ได้ต้องการ “พึ่งพา” ให้ดูเรนท์แบกอย่างเดียว แต่ให้การทำแต้มอย่างสม่ำเสมอเป็นรากฐานให้กับทีม

    และถึงแม้ว่าดูเรนท์จะไม่ได้เล่นดีมากในเกมพบกับดัลลัส แมฟเวอริกส์ แต่การชู้ต 3 คะแนนลง 2 ลูกรวดช่วงท้ายเกม ก็เป็นอีก 1 ปัจจัยหลักในการพาดูเรนท์มา ซึ่งก็คือ “ความสามารถในการฉายแสงในช่วงเวลาท้ายเกม” หรือ “clutch shooter”

    4. อเมน ทอมป์สัน ผู้เล่นผู้พร้อมการ์ดทุกคนในลีก

    ภาพจาก: Sports Illustrated

    หลังจากปี 2 ที่น่าจดจำและการพัฒนาตัวเองมาเป็น “หนึ่งในผู้เล่นสำคัญ” ของทีมร็อกเก็ตส์ อเมน ทอมป์สันก็ค่อยๆพัฒนาตัวเองไปเรื่อยในปี 3 ของเขา

    ด้วยความสามารถในการการ์ดผู้เล่นได้ทุกคนบนสนาม และทักษะทางกายภาพที่ยอดเยี่ยม อเมนกลายเป็นผู้เล่นที่เป็นหัวใจในเกมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “ฝาแฝดจราจล” ทาริ อีสัน

    แต่ชาแลนจ์ที่เรียกหาเมื่อเฟร็ด เวนวลีด การ์ดถือบอลหลักของทีม ได้รับบาดเจ็บก่อนฤดูกาลเริ่ม และอาจต้องพักยาวจนจบฤดูกาล อเมนจึงต้องแบกภาระในการถือบอลคู่กับเชนกุนในตำแหน่งพอตย์การ์ด

    และถึงแม้ว่าอเมนจะมีความสามารถในการจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยม การถือบอลของเขายังเป็นปัญหาในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

    และในฤดูกาลนี้ ค่าเฉลี่ยแอตซิสต์เขาสูงขึ้นจากปีที่แล้วจาก 3.8 เป็น 5.5 ที่ยังต้องระวังที่การเสียบอล ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 2.6 ครั้งต่อเกมเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการชู้ต 3 คะแนน ที่จนถึงตอนนี้ (4 พฤศจิกายน) เขาชู้ตลงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น

    แต่ถ้าอเมนสามารถแก้จุดอ่อนได้เมื่อไหร่ ก็จะมีทาเลนต์ระดับ “ยอดมนุษย์” อีกหนึ่งคนในลีกเลยทีเดียว

    5. ร่วมด้วยช่วยกัน

    ในเกมที่ชนะบอสตัน เซลติกส์ มีผู้เล่นถึง 7 คนด้วยกันที่ทำ 10 แต้มหรือมากกว่า

    และนั่นคือจุดเด่นอีกอันของทีม นอกจาก 3 ผู้เล่นหลักแล้ว ผู้เล่นคนอื่นๆทั้ง ทาริ อีสัน, จาบารี สมิธ จูเนียร์, จอช โอโคกี, รีด เชฟเพิร์ด และ สตีเวน อดัมส์ ก็สร้างผลกระทบอย่างมากทั้งในเกมรุกและเกมรับ

    และทีมเวิร์คที่สร้างมาจากชุดผู้เล่นหลักจากฤดูกาลที่แล้ว ก็สร้างผลกระทบอย่างสูงให้กับทีมที่ค่าเฉลี่ยเกมรุกที่สูงที่สุดในฤดูกาลนี้ และมีค่าเฉลี่ย (net rating) ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 จาก OKC

    สรุป

    ร็อกเก็ตส์ไม่ใช่ทีมที่เพอร์เฟ็ค พวกเขายังต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถงัดกับทีมท้าชิงทีมอื่น และสามารถคงฟอร์มอันร้อนแรงนี้ไปได้ให้นานๆด้วย

    แต่สัญญานใน 4 เกมหลังสุดที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับทีมที่ทุ่มหนักเพื่อ “คว้าแชมป์” ให้ได้หลังจากที่ถ้วยแลรี โอ’ไบรอัน ได้ออกไปนอกสายตาในยุคสมัยของเจมส์ ฮาร์เดน

    ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ “Space City” คือ “แชมป์เท่านั้น”

    อ้างอิง

    https://www.espn.com/nba/player/_/id/4065663/josh-okogie
    https://www.nba.com/stats/teams/shots-general?dir=D&sort=FG3_PCT
    https://www.espn.com/nba/player/stats/_/id/4871144/alperen-sengun
    https://www.basketball-reference.com/players/g/greenja05/gamelog/2025#all_player_game_log_post
    https://www.espn.com/nba/player/gamelog/_/id/3202/kevin-durant
    https://www.espn.com/nba/player/gamelog/_/id/4684740/amen-thompson
    https://www.nba.com/stats/teams/advanced-leaders
    https://www.nba.com/game/hou-vs-bos-0022500146/box-score#box-score

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพรีเมียร์ลีกเลยก็ว่าได้ ที่มีการแข่งขันที่สูง และทุกทีมสามารถชนะกันและกันได้ สถานการณ์ “บ๊วยติดคอ” เป็นที่พูดถึงมากกว่าในลีกอังกฤษเมื่อเทียบกับลีกอื่นๆ

    และฤดูกาลนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ “การแข่งขัน” วัดกันแค่เส้นบางๆ เมื่อระยะห่างระหว่างอันดับ 3 และ อันดับ 11 มีแค่ 3 คะแนนเท่านั้น โดยทีมที่อยู่ในอันดับเหล่านี้ได้แก่

    3. ลิเวอร์พูล 18 คะแนน
    4. บอร์นมัธ 18 คะแนน
    5. ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 18 คะแนน
    6. เชลซี 17 คะแนน
    7. ซันเดอร์แลนด์ 17 คะแนน (แข่งน้อยกว่า 1 นัด)
    8. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 17 คะแนน
    9. คริสตัล พาเลซ 16 คะแนน
    10. ไบรท์ตัน 15 คะแนน
    11. แอสตัน วิลลา 15 คะแนน

    ซึ่งกลุ่มทีมเหล่านี้ ถ้าชนะจะกลายเป็น “หัวแถว” แต่ถ้าแพ้ก็อาจหลุดพื้นที่ยุโรปด้วยซ้ำ เช่นการที่แมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี และลิเวอร์พูลสลับอันดับกันไปมาอย่างสนุกตลอดไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    สาเหตุที่ทำไมปีนี้ “ตึง” กว่าปกติ

    สาเหตุที่ 1 คือ “Quality” หรือ “คุณภาพ” ที่เพิ่มมากขึ้นในหลายๆทีมนอก “Big 6” ซึ่งได้แก่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของพาเลซ, บอร์นมัธ และไบร์ทตัน ที่นำโดยผู้จัดการทีมคุณภาพทั้ง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์, อันโดนี อิราโอลา และฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์

    นอกจากนี้แล้วยังมี “แมวดำ” ผู้เป็น “ม้ามืด” กับผลงานที่ดีที่สุดสำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาในรอบ 17 ปี

    คุณภาพเหล่านี้ทำให้การแข่งขันนั้นสูงขึ้น

    สาเหตุที่ 2 คือมีหลายทีมที่มีช่วงฟอร์มดีและแย่สลับกัน เช่นลิเวอร์พูลที่ชนะ 5 นัดแรกก่อนที่จะแพ้ 4 นัดรวด หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและแอสตัน วิลลา ที่ออกสตาร์ทอาจจะไม่ค่อยสวยแต่ปัจจุบันอยู่ในฟอร์มที่ดีจึงทำให้ไต่เต้าขึ้นมาแข่งขันได้ในอันดับช่วงบนของตาราง

    สรุป

    ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากการแข่งขันนี้คือ “เหล่าผู้ชม” ที่ได้รับชม Banger after banger ตลอดทุกสัปดาห์ในพรีเมียร์ลีก กับการคาดเดาไม่ได้ว่าใครจะชนะยิ่งเมื่อเหล่า “ผู้ท้าชิง” ขัดขากันเอง

    และอีกคนที่ได้ประโยชน์คือ “อาร์เซนอล” จ่าฝูงของตารางที่ตอนนี้มี 25 คะแนนและกำลังทิ้งหนีออกห่างจากเหล่าผู้ไล่ล่ามาขึ้นทุกที

    อ้างอิง

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    โยชิโนบุ ยามาโมโตะ ดีใจร่วมกับ วิล สมิธ หลังคว้าแชมป์เวิร์ลซีรีย์ ปี 2025, ภาพจาก: CNN

    อินนิ่งที่ 9 1 เอาท์ มีผู้เล่นอยู่เบส 1 และ 2 เสมอ 4-4

    สถานการณ์ของลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส ต้องบอกเลยว่าไม่สู้ดีอย่างมาก เนื่องจากถ้าเขาเสียรันแม้แต่รันเดียว พวกเขาจะแพ้โดยอัตโนมัติ

    แต่ตามวลี “Desperate time calls for desperate measures” เมื่อคนจนตรอกต้องเดิมพันครั้งใหญ่ โดยการส่งโยชิโนบุ ยามาโมโตะ ที่เพิ่งขว้าง 6 อินนิ่งในเกมเมื่อวาน กลับมาขว้างในเกมวันนี้

    สถานการณ์กลับแย่กว่าเดิมอีก เมื่อยามาโมโตะ ขว้างไปโดนอเลฮานโดร เคิร์ก ทำให้เบสเต็ม คำถามก็เริ่มผุดขึ้นมาว่าความล้ากำลังไล่ตามเอซชาวญี่ปุ่นคนนี้หรือไม่? พร้อมกับการลุ้นจนตัวโก่งของแฟนด็อดเจอร์ส

    แต่แรงกดดันเป็นอภิสิทธิ์ของผู้แข็งแกร่ง เพราะยามาโมโตะสามารถทำ 2 เอาท์พาด็อดเจอร์สรอดไปได้ และต่อไปในอินนิ่งที่ 10 เขาก็ทำ 3 เอาท์ติดกัน

    ในอินนิ่งที่ 11 วิล สมิธ จะตีโฮมรันให้ด็อดเจอร์สขึ้น 5-4 เดฟ โรเบิร์ต เลือกให้ยามาโมโตะอยู่ในสนามต่อไป ก่อนที่จะพบสภาวะกดดันอีกครั้งเมื่อมีผู้เล่นอยู่เบส 1 และ 3 โดยที่มีเอาท์เดียวเท่านั้น

    แต่ Double Play ทำ 2 เอาท์ในเพลย์เดียวก็ทำให้ด็อดเจอร์สคว้าแชมป์เวิร์ลซีรีย์สองสมัยติดต่อกันได้สำเร็จ

    ซึ่งก็เป็นยามาโมโตะที่คว้ารางวัล World Series MVP ไปตามระเบียบ แต่จริงๆแล้ว ตำแหน่งนี้เขาจองไว้ตั้งแต่เกมที่ 6 แล้ว

    ภาพจาก: BBC

    “ขอยืนกรานอย่างชัดเจนเลยนะว่า ถ้าด็อดเจอร์สเป็นแชมป์เวิร์ลซีรีย์ในวันพรุ่งนี้ล่ะก็ ยามาโมโตะสมควรได้รับ [World Series] MVP”

    เดวิด ออร์ติส อดีตนักหวดจอมพลังในตำนานของบอสตัน เรดซอกส์ ได้กล่าวชื่นชมฟอร์มของยามาโมโตะ หลังจากที่ขว้าง 6 อินนิง 6 สไตรก์เอาท์ และเสียแค่ 1 รัน เท่านั้น พาลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส ชนะ โทรอนโต บลู เจย์ส ในศึกเบสบอลเวิร์ลซีรีย์เกมที่ 6 3-1 และต้องตัดสินหาแชมป์ในเกมที่ 7 อันทรงเกียรติ

    การคว้ารางวัลเวิร์ลซีรีย์ MVP ได้ในฐานะพิตเชอร์ตัวจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากจำนวนเกมที่น้อย ถ้าซีรีย์จบไว เผลอๆอาจได้ขว้างแค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ

    ทำให้ผลงานของโยชิโนบุในเวิร์ลซีรีย์ปีนี้ เป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เทียบเท่าตำนานเวิร์ลซีรีย์อย่าง แมดดิสัน บัมการ์เนอร์ (Maddison Bumgarner) จาก ซาน ฟรานซิสโก ไจแอนท์ ในปี 2014 และ แรนดี จอห์นสัน (Randy Johnson) จาก แอริโซนา ไดมอนแบ็คส์ ในปี 2001

    ภาพจาก: OptaSTATS บน X

    จากการขว้างเกมเต็ม (complete game) ในเกมที่ 2 เพื่อพาด็อดเจอร์สชนะ 5-1 เขาขว้างถึง 8 สไตรก์เอาท์และสามารถทำผู้ตีเอาท์ได้ 20 คนติดต่อกันในเกมเดียว

    และด้วยผลงานอันน่าประทับใจของเขาในเกม 6 ก็แทบจะสถาปนาเขาเป็นเวิร์ลซีรีย์ MVP ไปแล้ว

    แต่การเล่นอย่างโดดเด่น และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งในสถานการณ์คับขันในเกม 7 จารึกให้เขาเป็น “ตำนาน”

    สรุปสถิติเวิร์ลซีรีย์ที่ ขว้าง 17.2 อินนิ่ง ชนะ 3 เกม เสีย 2 รัน และขว้าง 15 สไตรก์เอาท์

    นับตั้งแต่โยชิโนบุ ย้ายข้ามทะเลญี่ปุ่นมาเข้าร่วมทีมด็อดเจอร์ส บลู ด้วยสัญญามโหราฬ 12 ปี 325 ล้านดอลลาร์ ความคาดหวังของแฟนคลับทีม LA ที่มีต่อเขาถือว่าสูงมาก

    ภาพจาก: AP News

    และถึงแม้ว่าเขาจะต้องพักยาวในปีที่แล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บจึงทำให้โชว์ฟอร์มได้ไม่เต็มที่ แต่ในปีนี้เขาคือเอซ (Ace) ของด็อดเจอร์สที่แท้จริง กับสถิติ ชนะ 12 แพ้ 8 ค่ารันเฉลี่ย (ERA) อยู่ที่ 2.79 และขว้างรวมได้มากกว่า 200 สไตรก์เอาท์ในฤดูกาลปกติ

    ที่เดือดยิ่งกว่าคือในเพลย์ออฟ การที่ปัจจุบันมีค่ารันเฉลี่ยที่ 1.56 ในการขว้างมากถึง 30 อินนิ่ง (ซึ่งเป็นเกมเต็มถึง 2 เกม) ถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาไม่แพ้กับซุปเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมชาติ โชเฮ โอตานิ เลยทีเดียว

    ถ้าโอตานิถูกขนานนามว่า “ซามูไรดาบคู่” โยชิโนบุคือ “ยูมิ(ธนู)ซามูไร” ผู้ยิงศัตรูลงด้วยคันศรที่แข็งแกร่งและการเล็งที่แม่นยำ รวมถึงวภาพร่างกายที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน สมควรอย่างยิ่งแก่รางวัลเวิร์ลซีรีย์ MVP ทุกประการ

    อ้างอิง
    https://sports.yahoo.com/article/mlb-legend-david-ortiz-says-161005528.html
    https://www.baseball-reference.com/players/y/yamamyo01.shtml
    https://www.nytimes.com/athletic/6740858/2025/10/23/world-series-complete-game-dodgers/
    https://x.com/OptaSTATS/status/1982277792948744291
    https://en.wikipedia.org/wiki/World_Series_Most_Valuable_Player_Award
    https://www.mlb.com/news/yoshinobu-yamamoto-returns-from-injured-list

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    เอเลียต แอนเดอร์สัน, ภาพจาก: BBC

    หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และทีมชาติอังกฤษ เอเลียต แอนเดอร์สัน ก็เป็นที่น่าจับตามองจากทีมชั้นนำหลายทีม เช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

    แต่ราคาที่ฟอเรสต์ตั้งไว้สูงถึง 100-120 ล้านปอนด์ ก็ทำให้บางทีมคิดหนักว่าราคานี้จะ “คุ้ม” ที่จะจ่ายให้กับ “กองกลางตัวรับ” คนนี้หรือไม่ ซึ่งในตลาดซื้อขายนักเตะที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เช่นกัน กับ คาร์ลอส บาเลบา ที่ไบรท์ตันตั้งราคาไว้สูงถึง 100 ล้านปอนด์

    คำถามคือทำไมผู้เล่นกองกลางตัวรับถึงราคาแพงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ปัจจัยที่ 1 – เป็นตำแหน่งที่ต้องใช้พลังงานสูง และเป็นหัวใจสำคัญของทีม

    ภาพจาก: ESPN

    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเจ้าของตำแหน่งบัลลงดอร์เมื่อฤดูกาล 2023/2024 โรดรี จากแมนเชสเตอร์ ซิตี

    ซึ่งในแผนของเป็ป กวาดิโอลาในยุคเทรเบลแชมป์ โรดรี ถือเป็นหัวใจหลังสำคัญในเกมกองกลางของทีมในแผน 4-1-4-1 หรือ 3-2-4-1 ไฮบริด

    ในฐานะตัวกองกลางรับคนเดียวที่ยืนค้ำในแดงกลางในเกมรับและคอยช่วยเหลือและสนับสนุนในเกมรุกถือเป็นความรับผิดชอบที่สูง แต่ถ้าทำได้ทีมของคุณจะมีแดนกลางที่แข็งแกร่งและจะเป็นตัวเชื่อมสำคัญทั้งในเกมรุกและรับ

    ปัจจัยที่ 2 – เป็นตำแหน่งที่มี “ความต้องการสูง” และ “หายาก”

    ภาพจาก: Sky Sports

    แต่ไม่ใช่แค่สำหรับเป็ป กวาดิโอลาเท่านั้น ตำแหน่งกองกลางตัวรับเป็นตำแหน่งที่ผู้จัดการทีมทุกคนมีไม่ว่าจะเล่นแผน 4-3-3, 4-2-3-1, 4-4-2, หรือเมื่อกระทั่ง 3-4-2-1 ก็ตาม และทุกทีม “ต้องการ” ผู้เล่นแบบโรดรี แต่ว่าปัญหาคือ ผู้เล่นโปรไฟล์แบบนี้มีน้อยมาก

    ตามหลัก Supply-Demand ยิ่งความต้องการมีมากแต่สินค้ามีน้อย ราคาก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา

    ปัจจัยที่ 3 – เงินเฟ้อ

    ภาพจาก: Sky Sports

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าราคานักเตะในช่วงไม่กี่ปีให้หลังพุ่งสูงเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่มีเงินลงทุนเข้ามาเยอะมากขึ้นในกีฬาฟุตบอล

    แต่เคสที่ทำให้ราคาพุ่งกระฉูดคือเคสของ “มอยเซส ไคเซโด” ที่เชลซีซื้อมาจากไบรท์ตันที่ราคา 115 ล้านปอนด์ ที่เป็นสถิติสูงสุดของลีกอังกฤษ ณ เวลานั้น

    และหลังจากนั้น ไบรท์ตันก็สามารถใช้ไคเซโด เป็นบรรทัดฐาน ถ้าอยากได้กองกลางคุณภาพแบบนี้ ก็ต้องราคาเท่านี้เหมือนไคเซโด นี่คือเคสที่เกิดขึ้นกับบาเลบา

    และทีมอื่นก็สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้เช่นกัน กองกลางตัวรับคุณภาพ ถ้าไบรท์ตันได้ 115 ล้านกับไคเซโด ผู้เล่นของเราก็ต้องราคานี้ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นเคสของแอนเดอร์สัน

    ปัจจัยที่ 4 – อายุและ Resale Value

    ภาพจาก: Psychology Today

    เวลาคุณซื้อบ้าน คุณคาดหวังว่ามันจะเป็นการลงทุนที่ดี นอกจากที่คุณจะสามารถอยู่อาศัยได้เองแล้ว ด้วยราคาที่ดินที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณจะขายก็จะได้กำไรดี

    นั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ราคาแพงมากนั่นเอง

    ไคเซโด บาเลบา และ แอนเดอร์สัน อายุ 21, 21 และ 22 เมื่อกำลังได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่ ด้วยเลขไมล์ที่ยังน้อยและเล่นได้อีกนาน ก็เป็น “การลงทุน” เพื่ออนาคตชั้นดี แถมพวกเขามีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก ทำให้ไม่ต้องคิดเยอะว่าจะปรับตัวกับทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่

    นอกจากนี้ ถ้าเกิดว่าจะขายต่อในอนาคต ก็มีแต่จะมูลค่าเพิ่มขึ้นตามฟอร์มที่มีทิศทางจะดีขึ้นตามอายุ พวกเขายังไม่ถึงช่วงพีคทางกายภาพเลยด้วยซ้ำ

    สรุป

    จากปัจจัยด้านแท็คติกและประวัติการเงินของผู้เล่นโปรไฟล์เดียวกันก่อนหน้าทั้งหมดทั้งมวล ก็สามารถประเมินได้ว่าทำไมผู้เล่นตำแหน่ง “กองกลางตัวรับ” ถึงแพงขนาดนี้

    แต่ด้วยราคาที่แพง จึงไม่ใช่แค่ “การลงทุน” เท่านั้น แต่เป็น “การพนัน” ถ้าผู้เล่นที่ซื้อมาไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ ก็เปรียบเสมือนเผาเงินทิ้งไปโดยปริยาย

    แต่ถ้าพวกเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้ไฉไลล่ะก็ ทีมก็จะได้ “เสาหลัก” ในแดนทาง ที่คอยคุม “เทมโป” เกมรุกและรับได้เป็นระยะเวลาตราบนานเท่านาน

    อ้างอิง
    Elliot Anderson: Manchester United have to pay £100–120m for Forest ace – Yahoo Sports
    Nottingham Forest transfer rumours: Elliot Anderson – BBC Sport
    Rodri: Manchester City complete £62.8m record signing of midfielder from Atletico Madrid – BBC Sport
    https://youtube.com/shorts/A8BZoUs1Tbw?si=DcNGLXVVk8bxwMrG
    Moises Caicedo transfer news: Chelsea agree £115m deal for Brighton midfielder – BBC Sport

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    เฟร็ดดี ฟรีแมน ดีใจหลังจากที่ตีโฮมรันเพื่อให้ลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส ชนะ โทรอนโต บลู เจย์ 6-5 ในเวิร์ลซีรีย์ เกมที่ 3, ภาพจาก: BBC

    วันนี้ (28 ตุลาคม) ลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส เปิดบ้านชนะ โทรอนโต บลู เจย์ ในศึกเวิร์ลซีรีย์ไปด้วยสกอร์ 6-5 ซึ่งแข่งกันถึง 18 อินนิ่งและใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมง 39 นาที!

    ซึ่งจำนวน 18 อินนิ่งก็เป็นจำนวนอินนิ่งที่นานที่สุดในเกมเพลย์ออฟของ MLB โดยมี 5 เกมที่ต้องแข่งกันมาราทอนขนาดนี้

    1. 2018 เวิร์ลซีรีย์ เกมที่ 3 – บอสตัน เรด ซอกส์ 2-3 ลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส – ใช้เวลา 7 ชั่วโมง 20 นาที
    2. 2025 เวิร์ลซีรีย์ เกมที่ 3 – โทรอนโต บลู เจย์ส 5-6 ลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส – ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 39 นาที
    3. 2014 NLDS เกมที่ 2 – ซาน ฟรานซิสโก ไจแอนท์ 2-1 วอชิงตัน แนชั่นแนลส์ – ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 23 นาที
    4. 2022 ALDS เกมที่ 3 – ฮูสตัน แอสโตรส์ 1-0 ซีแอตเทิล มารีนเนอร์ส – ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 22 นาที
    5. 2005 NLDS เกมที่ 4 – แอตเลนตา เบรฟส์ 6-7 ฮูสตัน แอสโตรส์ – ใช้เวลา 5 ชั่วโมง 50 นาที

    ซึ่งชัยชนะวันนี้ทำให้ด็อดเจอร์สนำ 2-1 เกมในเวิร์ลซีรีย์ และจะแข่งเกมที่ 4 ที่ด็อดเจอร์ส สเตเดียม ในวันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม) 7:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

    อ้างอิง
    Relive the longest postseason games ever
    2018 World Series Game 3, Boston Red Sox vs Los Angeles Dodgers: October 26, 2018 | Baseball-Reference.com
    2014 National League Division Series (NLDS) Game 2, San Francisco Giants vs Washington Nationals: October 4, 2014 | Baseball-Reference.com
    2022 American League Division Series (ALDS) Game 3, Houston Astros vs Seattle Mariners: October 15, 2022 | Baseball-Reference.com
    2005 National League Division Series (NLDS) Game 4, Atlanta Braves vs Houston Astros: October 9, 2005 | Baseball-Reference.com