วันที่: 4 ตุลาคม 2025
โดย: Sports in 1

ภาพจาก: Sports Illustrated

เมื่อปี 2013 ผู้จัดการทั่วไปของทีมฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส (Philadelphia 76ers) แซม ฮิงกี ได้มีปรัชญาการทำทีมที่ใช้ความอดทนและความเชื่อมันจากแฟนทีมอย่างมาก นั่นคือการให้ความสำคัญในการได้สิทธิ์ดราฟและสร้างทีมที่แย่ที่สุดที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทีมได้สิทธิ์ดราฟอันดับสูง และพยายามสร้างทีมจากเหล่าซุปเปอร์สตาร์หน้าใหม่ที่ทีมจะเลือกเข้ามา

ซึ่งในช่วงเวลา 3 ปีที่ฮิงกีเป็นผู้จัดการทั่วไปของทีม เซเว่นตี้ซิกเซอร์สมีสถิติแพ้ชนะอยู่ที่

19-63 ในฤดูกาล 2013-2014
18-64 ในฤดูกาล 2014-2015
10-68 ในฤดูกาล 2015-2016

ซึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟียที่มีแฟนกีฬาที่แสดงออกอย่างหนักแน่น แผนการสร้างทีมที่เน้นการทำให้ทีมแพ้เป็นจำนวนมาก เป็นการกระทำที่เสี่ยงและต้องใช้ความอดทนรวมถึงความแน่วแน่อย่างมาก ซึ่งฮิงกีได้เรียกปรัชญานี้ว่า

“Trust the Process” (จงเชื่อในแนวทางการก้าวหน้า)

ซึ่งหลังจากผ่านความยากลำบากอย่างมาก ทีมจากแดน Brotherly Love ได้คว้าผู้เล่นจากสิทธิ์ดราฟอันดับสูงมากมายเช่น โจเอล เอ็มบีด เบน ซิมมอนส์ และ มาร์เคล ฟอลต์ และนิทานนี้เหมือนจะจบลงด้วยชัยชนะและความมั่นคั่งไปนานแสนนาน

แต่จนถึงวันนี้ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ก็ยังไม่ได้แชมป์ NBA ซักสมัยนับตั้งแต่ “Process” ได้เริ่มขึ้น มิหนำซ้ำ ยังไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศสายตะวันออกแม้แต่ครั้งเดียวกับทีมชุดนี้อีกด้วย จน 2 ใน 3 ผู้เล่นที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้อยู่กับทีมต่อแล้ว

นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า “บางที อดทนไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา”

และนี่คือ dilemma (ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก) ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญ

ภาพจาก: The Athletic, Getty Images

1 ปีที่ไม่ไปไหนของปีศาจแดง

อันดับที่ 14

คืออันดับที่ เอริค เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนก่อนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พาทีมมาอยู่ก่อนที่จะโดนไล่ออกเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

แต่ผ่านมาเกือบ 1 ปี ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อทัพปีศาจแดงก็อยู่ในอันดับเดียวกันไม่ไปไหนถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนฤดูกาลแล้ว

ความท้าทายก็เข้ามาถาโถมใส่ รูเบน อโมริม เฮดโค้ชคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ทันที่ทีเขารับตำแหน่ง

เนื่องจากว่าเขาต้องมาคุมทีมกลางคันโดยไม่มีพรีซีซั่น และผู้เล่นชุดเมื่อตอนนั้นก็เป็นทีมที่อยู่ในระบบที่ผู้จัดการทีมคนเก่าต้องการ ทำให้การปรับสไตล์การเล่นของผู้เล่นให้เข้ากับแผน 3-4-2-1 ของอโมริมนั้นเป็นเรื่องยาก และมิหนำซ้ำ “โค้ชเจ๋ง” เลือกที่จะ “หักดิบ” ทีมและเปลี่ยนแผนการเล่นทั้งหมดทันที โดยไม่ให้มีช่วง transition หรือเปลี่ยนผ่านอย่างช้าๆ

โดยตามไอเดียแล้ว โค้ชหนุ่มชาวโปรตุเกสจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ใครเหมาะและใครไม่เหมาะกับแผนการเล่นของเขา เพื่อที่จะได้ไปต่อในฤดูกาลหน้าอย่างถูกต้อง

แต่แน่นอน เรื่องนั่นต้องแลกมากับมรสุมอันยากลำบาก กับสถิติชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 13 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น และถึงแม้ว่าจะทำผลงานน่าพอใช้ในศึกยูโรป้าลีก แต่ก็พ่ายให้ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 1-0

แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนักโดยแฟนบอล นักวิจารณ์บางกลุ่ม หลายคนก็ให้ benefit of the doubt และแนะนำให้รอจนถึงฤดูกาลถัดไปจึงจะตัดสินว่า โค้ชเจ๋ง เจ๋งจริงหรือเปล่า

มิหนำซ้ำ อโมริมยังกล่าวในนัดปิดฤดูกาลอีกว่า “วันที่สดใส กำลังมา”

ภาพจาก: FotMob

แต่อาจจะยังน้า

แต่ทว่า พอเริ่มฤดูกาลใหม่แล้ว สถิติกลับไม่ดีดั่งที่คิด

การออกสตาร์ทด้วยสถิติชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 3 ทั้งที่เจอทีมอย่างอาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่ขนาดนั้น แต่การเสมอกับฟูแล่ม 1-1 และแพ้เบรนท์ฟอร์ด 3-1 เป็นการโชว์สัญญานที่น่าเป็นห่วง

และที่ดับอนาจที่สุดคือการพ่ายกริมบี้ ทาว์น ทีมจากลีกทู ลีกที่ต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกถึง 3 ระดับ ในการดวลจุดโทษหลังเสมอในเวลา 2-2 และยังโดนนำก่อนถึง 2-0 เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในฤดูกาลนี้

กูรู นักวิจารณ์ อดีตนักเตะปีศาจแดง และแฟนบอลบางกลุ่ม ต่างออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หมดความอดทนกับโค้ชคนนี้แล้ว และพร้อมที่จะแยกทางกับโค้ชหนุ่มวัย 40 ปี

“ต้องเจ็บเท่าไหร่ถึงจะพอ ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่” คงเป็นคำที่อยู่ในใจแฟนบอลปีศาจแดงหลายคน

มิหนำซ้ำ ภาษากายของอโมริมก็เหมือนจะกึ่งๆยอมแพ้ ทั้งออกมาบอกอีกด้วยว่า เขาเคยคิดจะลาออกอีกด้วย

หรือถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน และนับ 1 ใหม่อีกครั้ง

ภาพจาก: The Telegraph

ปัญหาที่เรื้อรังของปีศาจแดง

ถ้าดูแค่สถิติอย่างเดียว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรจะทำผลงานได้ดีขึ้น

ด้วยค่า expected goal (การคาดการณ์ประตูที่ควรได้) อยู่ที่ 12.21 ซึ่งมากที่สุดในลีก สถิติชี้ว่าทัพปีศาจแดงน่าจะกระทุ้งประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาทำได้แค่ 7 ประตูเท่านั้น และ 2 ลูก มากจากการทำเข้าประตูตัวเอง

สถิติค่า Expected Goal (xG) ของทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ภาพจาก: Opta

ถึงแม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะซื้อมาเธอุส คุนญ่า ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ เบนจามิน เชสโก้ สามผู้เล่นแนวรุกมหาประลัยมาร่วมทีมแล้ว ทำไมปัญหาการจบสกอร์ยังคงอยู่

คำตอบคือตำแหน่งแดนกลางที่ไม่แข็งแรง

ในแผนของอโมริม 2 ผู้เล่นกองกลางของทีมนั้นเป็นหัวใจสำคัญพอๆกับผู้เล่นวิงแบ็ค เขาต้องการคนที่จะเดินเกมที่จะวิ่งทั่วสนาม 1 คน กับกองกลางตัวตัดเกม 1 คน

และนั่นคือปัญหาเพราะว่าผู้เล่นกองกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนจะยังไม่ใช่ผู้เล่นในอุดมคติของอโมริม

บรูโน่ แฟร์นันส์ กัปตันทีมที่สามารถเป็นตัวความหวังในการทำเกมจากการจ่ายบอลอันงดงาม แต่บางทีกลับดูเหมือนเร่งจังหวะเกมเกินไปในบางครั้งและชอบเสียบอลกลางสนาม ค็อบบี้ เมนูที่แม้ว่าจะดูดี แต่ยังขาดประสบการณ์และการขัดเกลาความสามารถ คาเซมิโร่ ตัวตัดเกมประสบการณ์สูง แต่สภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลงไปทุกที และมานูเอล อูการ์เต้ จอมเดือดที่ตัดเกมอย่างดุดัน แต่แฟนบอลหวาดเสียวทุกครั้งเมื่อเขาต้องเป็นคนออกบอล

ภาพจาก: Sky Sports

และการไม่ได้เสริมตำแหน่งนี้ก็เป็นปัญหาอย่างชัดเจน และแน่นอน ผู้เล่นตำแหน่งนี้เก่งๆไม่ได้มาราคาถูก เช่น คาร์ลอส บาเลบา ที่ไบรท์ตันตั้งราคาขายมากกว่า 100 ล้านปอนด์ หรือเฟรงกี้ เดอ ยอง อดีตเป้าหมายของเทน ฮาก ที่ก็จ่ายราคาไม่ได้ง่ายๆ

อีกหนึ่งเรื่องที่เป็นปัญหาคือตำแหน่งกองหลังนั่นเอง

สถิติชี้ว่า อโมริมได้เปลี่ยนชุด หลัง 3 ของเขามาแล้วถึง 20 รูปแบบนับตั้งแต่มาคุมทีมแมน ยูไนเต็ด ซึ่งมีผลมาจากทั้งอาการบาดเจ็บและการลองแผนผสมกัน แต่ว่าการหาความสมดุลไม่เจอ ก็ส่งผลถึงความคงเส้นคงวาในเกมรับ ที่ก็เป็นอีก 1 จุดอ่อนของแมนฯ ยูไนเต็ดฤดูกาลนี้ด้วย

ถึงแม้ว่าอโมริมก็ต้องน้อมรับคำวิจารณ์เรื่องการแก้เกม หรือการจัดทัพ 11 คนตัวจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหาใหญ่ที่อยู่เหนือการควบคุมของเขา

สรุปควรไปต่อ หรือพอแค่นี้

สุดท้ายแล้ว คนที่จะตัดสินใจชะตากรรมของโค้ชหนุ่มคนนี้คือเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ และกลุ่ม INEOS ที่เลือกเขามาเองกับมือ

ภาพจาก: BBC

หลายคนชี้ถึงเกมที่จะเจอกับซันเดอร์แลนด์ในวันเสาร์ก่อนพักเบรกทีมชาติ และเปรยว่านั่นอาจเป็นเส้นตายของอโมริม ถ้าผลงานยังไม่ดีขึ้น เขาก็จะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมวังวนมรณะของเฮดโค้ชมากความสามารถที่มาคุมทีมนี้

กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว การ rebuild ทีมกีฬาก็เช่นกัน หลายทีมต้องเผชิญกับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็สามารถสร้างรากฐานสำคัญได้ ตัวอย่างเช่น มิเกล อาร์เตต้า กับอาร์เซน่อล ที่อยู่ในโหมดลุ้นแชมป์เต็มตัวในช่วง 2-3 ปีให้หลัง หลังจากที่ออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

แต่จากตัวอย่างที่เราเห็น บางครั้งอดทนและเจ็บปวดไป อะไรก็อาจจะไม่ดีขึ้นและการรอคอยทั้งหมดอาจไรความหมาย “process” จะเป็น “process” ไม่ได้ ถ้าไม่มี “progress” ให้เห็น

ท้ายที่สุดแล้ว INEOS ก็ต้องตอบคำถามที่ว่า

“ความอดทน ควรจะมีถึงเมื่อไหร่”

Reference

Trust the Process meaning: What does the 76ers motto mean? – Sports Illustrated
Sam Hinkie NBA & ABA Basketball Executive Record | Basketball-Reference.com
Sam Hinkie: After The Process – Sports Illustrated
Manchester United manager Ruben Amorim’s brutal honesty: ‘Good or bad, he tells us everything’ – The Athletic
https://www.skysports.com/football/news/11667/13213318/erik-ten-hag-sacked-by-manchester-united-after-two-and-a-half-years-as-manager-with-side-14th-in-premier-league
https://www.skysports.com/football/news/11667/13442812/ruben-amorim-at-manchester-united-gary-neville-reveals-old-trafford-fears-as-numbers-paint-worrying-picture-for-head-coach
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c147m6jlz50o
https://www.skysports.com/football/news/11667/13420609/ruben-amorim-manchester-united-head-coach-admits-sometimes-i-want-to-quit-amid-difficult-start-to-first-full-season-in-charge
https://theanalyst.com/competition/premier-league/stats?utm_source=website&utm_medium=topbanner&utm_campaign=embed
https://www.skysports.com/football/transfer-paper-talk/12709/13411310/papers-brighton-value-manchester-united-target-carlos-baleba-at-100m-with-ruben-amorims-side-unwilling-to-meet-it

Posted in

ใส่ความเห็น