โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มเกมที่ 4 ของศึกเบสบอลชิงแชมป์เนชันแนลลีก (NLCS) ในวันนี้ (18 ตุลาคม) ระหว่างลอสแองเจลิส ด็อดเจอร์ส เปิดบ้านเจอ มิลวอกี บรูวเวอร์ส
อินนิ่งที่ 1 พิตเชอร์: โชเฮ โอตานิ
– ไบรส์ ทูรัง (Brice Turang): 4 บอล
– แจ็คสัน โชริโอ (Jackson Chourio): สไตรก์เอาท์
– คริสเตียน เยลลิคส์ (Christian Yelich): สไตรก์เอาท์
– วิลเลียม คอนเตรอาส (William Contreras): สไตรก์เอาท์
สลับฝั่ง
พิตเชอร์: หลุยส์ ควินตานา (Luis Quintana)
– โชเฮ โอตานิ: โฮมรัน
การเปิดตัวด้วย 3 สไตรก์เอาท์ในฐานะพิตเชอร์ก่อนจะมาตีโฮมรันเป็นการเปิดตัวและเป็นบรรทัดฐานก่อนที่จะสร้างหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดในรอบเพลย์ออฟในประวัติศาสตร์เบสบอล
ในฐานะพิตเชอร์: ขว้าง 6 อินนิ่ง, ถูกตีโดน 2 ครั้ง, 10 สไตรก์เอาท์
ในฐานะผู้ตี: ตีโดน 3 ครั้ง, วอล์ก(4 บอล) 1 ครั้ง, 3 โฮมรัน
“ซามูไรดาบคู่” ได้ส่งด็อดเจอร์ส เข้าสู่เวิร์ลซีรีย์เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันนับตั้งแต่เซ็นสัญญามาร่วมทีม และมีโอกาสให้ด็อดเจอร์ส เป็นทีมแรกตั้งแต่ปี 2009 ที่สามารถคว้าแชมป์เวิร์ลซีรีย์สองสมัยซ้อนได้สำเร็จ

แต่การที่ด็อดเจอร์ส ทีมที่ผู้เล่นค่าเหนื่อยรวมเยอะที่สุดในลีก มาถึงจุดนี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ พวกเขาต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บมากที่สุดอันดับ 2 ของลีก โดยเฉพาะทีมพิตเชอร์ที่เจ็บแทบไม่เว้นกัน
โอตานิก็เช่นกัน ตั้งแต่ย้ายมาด็อดเจอร์สในฐานะผู้เล่นสองบทบาท เขาก็ตีอย่างเดียวระหว่างรักษาอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขายังขว้างไม่ได้ และถึงแม้เกมรุกของเขาจะไม่มีปัญหา หลังจากเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ตี 50 โฮมรันและขโมย 50 เบสเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็มีคำถามมากมายว่าเขาจะสามารถขว้างลูกได้อีกหรือเปล่า
แต่ในปีนี้ คำถามทั้งหมดก็ได้หายไป ด็อดเจอร์สให้โอตานิกลับมาเป็นพิตเชอร์แบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เขาลงขว้าง 1-2 อินนิ่งเท่านั้นก็จะเปลี่ยนพิตเชอร์ ไม่ต้องการให้รีบร้อนเกินไปจนอาการบาดเจ็บกำเริบ
และกลายมาเป็นประโยชน์อย่างมากในช่วงเพลย์ออฟ และผลงานอันน่าประทับใจของโชเฮ
ไดนาสตี(Dynasty) สิ่งที่เบสบอลขาดหาย

เบสบอลไม่ได้มี Dynasty มานานมาก นับตั้งแต่สมัย นิวยอร์ก แยงกีส์ ในยุค 1996 ถึงปี 2009 ที่คว้าแชมป์ไปทั้งหมด 4 ครั้งและเข้าไปเล่นในเวิร์ลซีรีย์ 7 ครั้ง
โดยด็อดเจอร์สเองก็พยายามสร้างทีมอหังการขึ้นมาเมื่อปลายทศวรรต 2010 ในฐานะทีมที่มีประวัติศาสตร์โชกโชน และดุดันมากในฤดูกาลปกติ แต่ไม่สามารถไปไกลได้ในเพลย์ออฟ
และถึงแม้ว่าจะสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาล 2020 มันก็รู้สึกว่า “ไม่เติมเต็ม” เนื่องจากเป็นฤดูกาลที่สั้นกว่าปกติเนื่องจาก โควิด-19
แต่การเสริมโอตานิเข้ามา เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมเลยก็ว่าได้
การดึงซุปเปอร์สตาร์ผู้กระหายชัยชนะมาร่วมทีม สามารถดึงดูดผู้เล่นฟรีเอเจนต์คนอื่นๆให้มาร่วมทีมได้ แถมยังเป็นแหล่งเป้าหมายของนักกีฬาจาก “ญี่ปุ่น” อีกหลายต่อหลายคน ที่อยากมาเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมชาติของพวกเขา
ตัวอย่างของเคสหลังที่ดีคือ โยชิโนบุ ยามาโมโตะ และ โรกิ ซาซากิ

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ MLB มีแฟรนไชส์ที่พวกเขาสามารถโปรโมทได้ไปทั่วโลก โชเฮและด็อดเจอร์สดังมากในญี่ปุ่นจนแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งเกม MLB ที่จะไปจัดในโตเกียวในปีนี้มีผู้ชมมากถึง 25 ล้านคน นอกจากนี้ด็อดเจอร์ในฐานะแบรนด์ก็ดังไปทั่วโลก เห็นได้จากแฟชั่น LA ที่อยู่บนหมวกและเสื้อของวัยรุ่นมากมายในไทย
MLB มักจะประสบปัญหาเรื่องผู้ชมหนุ่มสาวที่น้อยลงอย่างมากในช่วงหลัง แต่การที่โอตานิและด็อดเจอร์สทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นี่เป็นโอกาสที่เบสบอลจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในฐานะ “The American Pastime”
อ้างอิง
MLB Gameday: Brewers 1, Dodgers 5 Final Score (10/17/2025)
MLB Tokyo Series breaks records for Japan viewership, sales, attendance
List of World Series champions – Wikipedia
2025 MLB postseason drawing high viewership
ใส่ความเห็น