โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพรีเมียร์ลีกเลยก็ว่าได้ ที่มีการแข่งขันที่สูง และทุกทีมสามารถชนะกันและกันได้ สถานการณ์ “บ๊วยติดคอ” เป็นที่พูดถึงมากกว่าในลีกอังกฤษเมื่อเทียบกับลีกอื่นๆ

และฤดูกาลนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ “การแข่งขัน” วัดกันแค่เส้นบางๆ เมื่อระยะห่างระหว่างอันดับ 3 และ อันดับ 11 มีแค่ 3 คะแนนเท่านั้น โดยทีมที่อยู่ในอันดับเหล่านี้ได้แก่

3. ลิเวอร์พูล 18 คะแนน
4. บอร์นมัธ 18 คะแนน
5. ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 18 คะแนน
6. เชลซี 17 คะแนน
7. ซันเดอร์แลนด์ 17 คะแนน (แข่งน้อยกว่า 1 นัด)
8. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 17 คะแนน
9. คริสตัล พาเลซ 16 คะแนน
10. ไบรท์ตัน 15 คะแนน
11. แอสตัน วิลลา 15 คะแนน

ซึ่งกลุ่มทีมเหล่านี้ ถ้าชนะจะกลายเป็น “หัวแถว” แต่ถ้าแพ้ก็อาจหลุดพื้นที่ยุโรปด้วยซ้ำ เช่นการที่แมนฯ ยูไนเต็ด เชลซี และลิเวอร์พูลสลับอันดับกันไปมาอย่างสนุกตลอดไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

สาเหตุที่ทำไมปีนี้ “ตึง” กว่าปกติ

สาเหตุที่ 1 คือ “Quality” หรือ “คุณภาพ” ที่เพิ่มมากขึ้นในหลายๆทีมนอก “Big 6” ซึ่งได้แก่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของพาเลซ, บอร์นมัธ และไบร์ทตัน ที่นำโดยผู้จัดการทีมคุณภาพทั้ง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์, อันโดนี อิราโอลา และฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์

นอกจากนี้แล้วยังมี “แมวดำ” ผู้เป็น “ม้ามืด” กับผลงานที่ดีที่สุดสำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาในรอบ 17 ปี

คุณภาพเหล่านี้ทำให้การแข่งขันนั้นสูงขึ้น

สาเหตุที่ 2 คือมีหลายทีมที่มีช่วงฟอร์มดีและแย่สลับกัน เช่นลิเวอร์พูลที่ชนะ 5 นัดแรกก่อนที่จะแพ้ 4 นัดรวด หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและแอสตัน วิลลา ที่ออกสตาร์ทอาจจะไม่ค่อยสวยแต่ปัจจุบันอยู่ในฟอร์มที่ดีจึงทำให้ไต่เต้าขึ้นมาแข่งขันได้ในอันดับช่วงบนของตาราง

สรุป

ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากการแข่งขันนี้คือ “เหล่าผู้ชม” ที่ได้รับชม Banger after banger ตลอดทุกสัปดาห์ในพรีเมียร์ลีก กับการคาดเดาไม่ได้ว่าใครจะชนะยิ่งเมื่อเหล่า “ผู้ท้าชิง” ขัดขากันเอง

และอีกคนที่ได้ประโยชน์คือ “อาร์เซนอล” จ่าฝูงของตารางที่ตอนนี้มี 25 คะแนนและกำลังทิ้งหนีออกห่างจากเหล่าผู้ไล่ล่ามาขึ้นทุกที

อ้างอิง

Posted in

ใส่ความเห็น