• วันที่: 13 ตุลาคม 2025
    โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ค็อบบี้ ไมนู, ภาพจาก: BBC

    ค็อบบี้ ไมนู ในฤดูกาล 2025/2026 อยู่ในสถานการณ์ที่ถ้าใครพบเจอก็คงตื่นตระหนกพอตัว

    หลังจากที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นชุดหลักในช่วง 2 ฤดูกาลก่อนหน้า ทั้งยิงประตูได้ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ รวมถึงติดทีมชาติอังกฤษพร้อมในยูโร 2024 และเป็นรองแชมป์อีกด้วย

    และถึงแม้ว่าในฤดูกาลไปแล้วผลงานยังดร็อปไปเล็กน้อย แต่ด้วยในวัย 20 ปี ก็ยังดูเหมือนว่าไมนูจะ evolve กลายเป็นผู้เล่นชุดหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอีกนานแสนนาน

    แต่หลังจากเริ่มฤดูกาลปัจจุบัน ผ่านไป 8 นัดทุกรายการ ลงเล่น 6 เกม เป็นตัวสำรอง 5 เกม และเป็นตัวจริงแค่เกมเดียวเท่านั้น ในเกมที่พบกับกริมบี้ ทาว์น

    แล้วค็อบบี้ ไมนูจะพบกับคำถามที่เหล่า First Jobber อาจจะต้องพบหลังผ่านไปซักพักว่าทำไมการงานไม่ก้าวหน้าทั้งๆที่พยายามมาตลอด

    “เขาต้องแย่งตำแหน่งกับบรูโน่”

    บรูโน่ แฟร์นันส์ (ซ้าย) กับ ค็อบบี้ ไมนู (ขวา), ภาพจาก: Manchester Evening News

    “เขาต้องแย่งตำแหน่งกับบรูโน่” เป็นคำพูดจากบอสใหญ่ของทัพปีศาจแดง รูเบน อโมริม หลังจากที่สื่อได้ตั้งคำถามกับการที่ค็อบบี้ ไมนูไม่ได้ลงเล่นใน 2 เกมแรกของพรีเมียร์ลีก

    หลังจากที่บรูโน่ แฟร์นันส์ กัปตันทีมปรับตำแหน่งไปเล่นคู่ในฐานะ “กองกลางหมายเลข 8” ตำแหน่งนั้นก็จะทับกับไมนูไปโดยปริยาย นอกจากนี้ อโมริมยังไว้ใจให้ คาเซมิโร่ และ มานูเอล อูการเต้ ออกสตาร์ทในตำแหน่ง “กองกลางหลายเลข 6” อีกต่างหาก

    แล้วคำถามตอนนี้คือ ทำไมไมนูถึงไม่ได้รับโอกาสออกสตาร์ทอย่างต่อเนื่อง

    คำสาปมนุษย์เป็ด

    ภาพจาก: ThaiPublica

    ค็อบบี้ ไมนูเป็นผู้เล่นที่สามารถนิยามได้ว่า “มนุษย์เป็ด” สามารถทำได้หลายอย่าง แต่ทำไม่สุดซักอย่าง

    จุดเด่นของไมนูคือความสามารถในการเลี้ยงบอลและพาบอลเข้าไปในแดนฝ่ายตรงข้าม และความสามารถในการจบสกอร์ด้วยการปั่นบอลโค้งๆได้อีกด้วย

    แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังสามารถจ่ายบอล และสกัดบอลได้อย่างดี สามารถเล่นได้ในกองกลาง 3 ตำแหน่ง ได้แก่

    • กองกลางหมายเลข 8 – box-to-box midfield (สายพลัง เด่นทั้งเกมรุกและรับ)
    • กองกลางหลายเลข 6 – ball winning midfielder(ตัดเกม)
    • กองหลายหมายเลข 10 – shadow striker(กองกลางสายทำประตู)

    แต่ทว่า อโมริมนั้นต้องการ specialist ในตำแหน่งของเขา หาใช่คนผู้เล่น versitile

    หลายเลข 10 ทั้ง 2 คนต้องสามารถวิ่งในริมเส้น จ่ายบอล และทำประตูได้ แต่เกมบุกริมเส้นไมนูยังไม่ดีขนาดนั้น

    กองกลางหมายเลข 8 ต้องสามารถจ่ายบอลยาวอย่างแม่นยำและบัญชาเกมบุก แต่การจ่ายบอลยาวของไมนูยังสู้ “เฮียหนวด” ไม่ได้ รวมถึงการเล่นลูกนิ่งอีกด้วย

    และกองกลางอีกคนต้องสามารถตัดบอลได้อย่างทรงพลัง แต่ไมนูก็ยังขาดในจุดนี้เช่นกัน

    ขุมกำลังทัพปีศาจแดง มีผู้เล่นที่ยังทำงานตามที่บอสเจ๋งต้องการได้ดีกว่าไมนู นั่นทำให้ประเด็นที่ว่าทำไมเขาถึงยังไม่ค่อยได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

    แต่กระไรเสีย ผู้เล่นสไตล์ versitile หรือทำได้หลากหลาย ก็เป็นที่โปรดปรานของโค้ชทุกคน ไม่เว้นแม้แต่อโมริมเอง

    ภาพจาก: Manchester Evening News

    ปัญหาอยู่ที่ว่า ตำแหน่งนั้นคือม้านั้งสำรอง เนื่องจากจะสามารถสร้าง impact ได้มากกว่า เมื่อถูกเปลี่ยนลงมาในสนาม เพื่อเพิ่มเติมหรือทดแทนสิ่งที่อาจหายไปในสนาม

    อาจลงมาเป็น “หมายเลข 6” เพื่อเพิ่มเกมรุก

    อาจลงมาเป็น “หมายเลข 8” เพื่อเพิ่มพลังงานและเกมรับ

    อาจลงมาเป็น “หมายเลข 10” เพื่อเพิ่มการพาบอลเข้าสู่หน้าประตูคู่แข่ง

    แต่มักจะไม่สตาร์ท เป็นตัวจริง

    แล้วจะทำอย่างไรต่อ

    ไมนูตอนนี้ มีทางเลือก 2 ทาง

    1. ยอมรับบทบาทของเขา ณ ตอนนี้ให้กับทีม
    2. ย้ายไปหาทีมที่เขาจะได้ลงเล่น

    ทั้ง 2 ทางเลือกนี้ไม่ผิด ไมนูอาจจะต้องการพิสูจน์ตัวเอง และเขายังอยู่ในแผนทำทีมของอโมริม ณ ตอนนี้ แต่ด้วยวัย 20 ปี เขาก็ต้องการเวลาลงเล่นเพื่อเพิ่มความสามารถและประสบการณ์

    “New Trinity” ราสมุส ฮอยลุนด์ (ซ้าย), อเลฮานโดร การ์นาโช่ (กลาง), และ ค็อบบี้ ไมนู (ขวา), ภาพจาก: BBC

    ในรูปภาพ “Trinity ยุคใหม่” นี้ ไมนูเป็นผู้เล่นคนสุดท้ายที่ยังอยู่กับทีม หลังจากที่การ์นาโช่ ย้ายไปเชลซี และ ฮอยลุนด์กำลังประสบความสำเร็จในการยืมตัวไปนาโปลี และน่าจะถูกซื้อถาวรหลังจากที่ดูเหมือนจะเข้าทางลีกแดนพิซซ่ามากกว่า

    ถ้ายูไนเต็ดเสียไมนูไปอีก ก็เป็นเรื่องน่าใจหาย จากภาพนั้นที่แฟนบอลคาดหวังว่าจะเป็น “อนาคต” กลับเป็นแค่ “ประกายแสง” ที่จากไปอย่างรวดเร็ว

    ท้ายที่สุดแล้ว “มนุษย์เป็ด” จะสามารถรอดในสังคมที่ต้องการ “ผู้เชี่ยวชาญ” ได้หรือไม่

    อ้างอิง
    https://www.premierleague.com/en/players/516895/kobbie-mainoo/stats
    https://www.espn.com/soccer/story/_/id/46069371/man-utd-boss-amorim-mainoo-fight-fernandes-minutes
    https://thestandard.co/being-a-generalist/

  • วันที่: 10 ตุลาคม 2025
    โดย: Sports in 1

    ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก แอนโทนี เทย์เลอร์ ภาพจาก: BBC

    แอนโทนี เทย์เลอร์ ผู้ตัดสินของพรีเมียร์ลีก ออกมาวิจารณ์ความคาดหวังของแฟนบอลที่ว่า “ผู้ตัดสินต้องไร้ซึ่งข้อผิดพลาด” รับว่าตนและครอบครัวได้รับแรงกดดันจากแฟนบอลเป็นอย่างมาก

    เหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือในรอบชิงชนะเลิศยูโรป้าลีกปี 2023 ที่เทย์เลอร์เป็นผู้ตัดสินในเกมนั้น เขาได้แจกใบเหลืองไปถึง 14 ใบ และทดเวลาบาดเจ็บรวมถึง 25 นาที (รวมทั้งในช่วงต่อเวลาพิเศษ) ในเกมที่เซบีย่าเอาชนะโรม่าไปได้ในการดวลจุดโทษ หลังเสมอในเวลา 1-1

    แอนโทนี เทย์เลอร์ มอบใบเหลืองให้ โชเซ มูรินโญ ในรอบชิงชนะเลิศศึกยูโรป้าลีกปี 2023 ภาพจาก: Sky Sports

    ซึ่งการที่กริยาและการตัดสินใจของเทย์เลอร์เอง ได้รับคำวิจารณ์จากแฟนบอลจำนวนมาก รวมถึงจากโซเช มูรินโญ ผู้จัดการทีมโรม่าในขณะนั้น ที่ถึงกับดักรอในลานจอดรถเลยที่เดียว

    นอกจากนี้ เทยเลอร์และครอบครัวก็ยังถูกแฟนบอลเข้ามาคุมคามถึงในสนามบิน ซึ่งเป็นสถานการณ์การคุกคามที่ “แย่ที่สุด” ตามคำกล่าวของเทย์เลอร์

    นอกจากนี้เทย์เลอร์ยังกล่าวถึง VAR ว่า ได้เพิ่มความคาดหวังของแฟนบอลมากเกินไป

    “ในความเป็นจริง ความสมบูรณ์แบบไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เราก็ต้องมีการพูดคุยเช่นกันว่าผู้คนก็เกรงกลัวที่จะทำผิดพลาด

    “ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้ผู้คนได้เติบโตและประสบความสำเร็จ คนก็จะกดดันและกลัวที่จะผิดพลาด และจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว” ผู้ตัดสินชาวอังกฤษกล่าว

    ความกดดันต่อผู้ตัดสิน

    ภาพจาก: TNT Sports

    แท้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่ฟุตบอลเท่านั้นที่ความเคารพต่อผู้ตัดสินอยู่ในระดับต่ำ ทุกกีฬาตั้งแต่บาสเก็ตบอล อเมริกันฟุตบอล เทนนิส เบสบอล หรือกีฬาอะไรก็ตามที่ใช้กรรมการในการตัดสิน ผู้เล่นและแฟนบอลก็ยิ่งกดดันพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งในยุคสมัยที่มีการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยตัดสิน

    แองเจิล เอร์นานเดซ ภาพจาก: CBS Sports

    ตัวอย่างเช่นเคสของแองเจิล เอร์นานเดซ ในเกม 3 ของศึกเบสบอล ALDS ปี 2018 ที่ตัดสินจังหวะเซฟ/เอาท์ ที่เบส 1 พลาดถึง 3 ครั้งในเกมเดียว แต่ยังดีที่ได้ภาพช้ามาแก้คำตัดสินที่ถูกต้อง

    จังหวะที่ผู้ตัดสินไม่ให้ฟาลว์ Pass Interference ในศึกอเมริกันฟุตบอล NFC Championship ฤดูกาล 2018/2019 ภาพจาก: New York Times

    หรือแม้กระทั่งศึกอเมริกันฟุตบอล NFC Championship ฤดูกาล 2018/2019 ที่ทอมมีลี ลูอิส รีซีฟเวอร์ของ นิว ออร์ลีน เซนต์ส โดนทำฟาล์ว Pass Interference อย่างชัดเจน แต่ไม่มีกรรมการคนไหนโยนผ้าเหลืองฟาล์ว และใน ณ ขณะนั้น Pass Interference ไม่สามารถเช็คภาพช้าได้ ทำให้ นิว ออร์ลีน เซนต์ส พ่ายต่อ ลอส แองเจลิส แรมส์ ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ และหลังจากเกมนั้น NFL ก็แก้กฎให้สามารถเช็คภาพช้าในกรณีการฟาลว์ Pass Interference ได้

    ทั้งสองกรณีมีทั้งการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย และการที่เทคโนโลยีไม่สามารถช่วยได้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่น่าไว้ใจของผู้ตัดสินและความผิดพลาดที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา

    หลายๆคนมักจะลืมว่าผู้ตัดสินก็คือมนุษย์เหมือนกับทุกคน พวกเขารักในงานของเขา กลัวที่จะทำผิดพลาด และแน่นอนพวกเขาไม่เฟอร์เพ็ค

    แต่การมีเทคโนโลยีมาช่วย ก็เกิดคำถามว่าคุณภาพของผู้ตัดสิน ควรจะมีมากกว่านี้หรือไม่ ต่อให้เข้าใจว่า แม้กระทั่งผู้ตัดสินที่ดูภาพช้า ก็อาจจะมีสภาวะกดดันด้วยไม่ต่างจากผู้ตัดสินในสนาม ทำให้เกิดอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นกัน

    แถลงการณ์ขอโทษ จาก PGMOL หลังเกมลิเวอร์พูล vs สเปอร์ส ภาพจาก: Sky Sports

    ในพรีเมียร์ลีก องค์กรผู้ตัดสินหรือ PGMOL ก็พยายามใช้ความโปร่งใสให้มากที่สุดที่จะทำได้ เช่นปล่อยคลิปเสียงของผู้ตัดสิน VAR ในจังหวะตัดสินเกมลิเวอร์พูลพบกับสเปอร์สในฤดูกาล 2023/2024 ซึ่งในกรณีนั้น เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดบวกกับความเข้าใจผิด ทำให้ผลการตัดสินว่าลิเวอร์พูลไม่ได้ประตูขึ้นนำเนื่องจากหลุยส์ ดิอาซ ล้ำหน้า แม้ว่า VAR จะตีเส้นว่าไม่ล้ำก็ตาม

    แต่ในมุมมองแฟนบอล การที่ออกมา “ขอโทษ” มันไม่มากพอ ยิ่งเฉพาะในเกมนั้นที่สุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูลพ่ายให้กับสเปอร์สไป 1-2

    แฟนบอลหลายคนอาจถามถึง Accountability หรือความรับผิดชอบจากผู้ตัดสินที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษหรือปรับใดๆก็ตาม อย่างเช่นแอนโทนี เทย์เลอร์ที่เคยถูกปรับไปตัดสินเกมในลีกรองอย่างลีกแชมเปียนชิพ หลังตัดสินผิดพลาดในเกมที่วูฟแฮมตันเสมอกับนิวเคสเซิ่ล ยูไนเต็ดไป 2-2 ในฤดูกาล 2023/2024

    แต่ก็ไม่พ้นคำวิจารณ์ที่ว่าการปรับแค่นั้นมันน้อยไป และสุดท้ายก็จะกลับมาตัดสินเกมสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ปะทะกับเชลซีอยู่ดี

    ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแท้ว่าแฟนบอลไม่ควรคาดหวังผู้ตัดสินว่าเป็นผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งอย่าง และเป็นอวตารแห่งความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีความผิดพลาดใดๆ แต่ก็ควรมีระบบที่คอยรองรับและตัดสินผู้ตัดสินอย่างเด็ดขาดและชัดเจนเวลาพวกเขาทำผิดพลาดหรือไม่

    เพราะแม้การกดดันจนเกินไปก็อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง แต่การไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนก็ไม่เกิดความก้าวหน้าในประสิทธิภาพเช่นกัน

    อ้างอิง

    https://www.bbc.com/sport/football/articles/c2dn9lkp0e5o
    https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-12719979/Anthony-Taylor-Premier-League-demoted-Championship.html
    https://www.skysports.com/football/news/11095/12894646/anthony-taylor-roma-fans-harass-referee-and-family-after-europa-league-final-defeat
    https://www.uefa.com/uefaeuropaleague/match/2037767–sevilla-vs-roma/
    https://www.espn.com/mlb/story/_/id/34497311/mlb-argues-umpire-angel-hernandez-3-overturned-calls-2018-alds-cost-world-series-spot
    https://www.nbcsports.com/nfl/profootballtalk/rumor-mill/news/rams-saints-controversial-nfc-championship-happened-five-years-ago-today
    https://www.premierleague.com/en/news/3718057
    https://www.bbc.com/sport/football/66978938#:~:text=What%20happened%20in%20disallowing%20Diaz,Cristian%20Romero%20playing%20Diaz%20onside.

  • วันที่: 9 ตุลาคม 2025
    เขียนโดย: Sports in 1

    ภาพจาก: BBC

    เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้กล่าวให้โอกาส รูเบน อโมริม เฮดโค้ชของทีมเป็นเวลา 3 ปี โดยอโมริมต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเขาเป็น “โค้ชที่ยอดเยี่ยม”

    โดยแรทคลิฟฟ์ให้สัมภาษณ์กับพ็อดแคสต์ของ Times’ The Business โดยกล่าวถึงแผนการให้เวลากับเฮดโค้ชชาวโปรตุเกสนี้ไว้ว่า

    “เขาไม่ได้มีฤดูกาลที่ดีที่สุด

    “อโมริมต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลา 3 ปี แล้วผมจึงจะตัดสินใจ” เศรษฐีวัย 72 ปี กล่าว

    ซึ่งปัจจุบัน อโมริมคุมทัพปีศาจแดงครบ 50 นัด โดยชนะ 20 นัด เสมอ 9 นัด และพ่ายแพ้ 21 นัด และพาทีมจบอันดับที่ 15 ของตารางในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว และคว้ารองแชมป์ศึกยูโรปาลีก

    ด้วยฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอ และด้วยระบบ 3-4-2-1 ที่เป็นข้อครหาในลีกอังกฤษทำให้โค้ชหนุ่มวัย 40 ปี ตกเป็นเป้าหมายการโดนปลดอยู่หลายครั้ง แต่บอร์ดก็ยังหนุนหลังเขาเสมอ แม้ว่าจะออกสตาร์ทอยู่อันดับ 10 หรือแพ้ให้กับกริมบี้ ทาว์นจากลีกทูก็ตาม

    และการที่บอร์ดบริหารของ INEOS มาหนุมหลังอโมริมอย่างต่อเนื่องก็มีข้อดีสำหรับ “โปรแจ็ค 150” ที่จะพยายามพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปี 2028 ครบรอบ 150 ปีของสโมสร

    ข้อดีของการมี commitment กับโปรแจ็ค

    ภาพจาก: BBC

    ไม่มีเฮดโค้ชหรือผู้จัดการทีมคนไหนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลังเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่อยู่กับทีมนานถึง 3 ปีเลย

    และการที่ไม่สามารถ commit หรือลงทุนปักหลักกับแผนการของโค้ชคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะการสร้างทีมไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ

    และการให้ time frame กับอโมริมแบบนี้ ก็จะสามารถให้อโมริมค่อยๆเสริมนักเตะของเขาได้อย่างช้าๆ รวมถึงผูกรากฐานสำหรับแผนของเขาให้กับทัพปีศาจแดงชุดนี้อีกด้วย โดยไม่ต้องปรับทีมหรือสไตล์การเล่นเพื่อความสำเร็จระยะสั้น

    เนื่องจากสำหรับแผนของอโมริมในตอนนี้ เขายังต้องการผู้เล่นกองกลางที่มีพลังเยอะและเป็นตัวตัดเกมอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมของเขายังไม่สมบูรณ์ และเคมีของผู้เล่นยังมีส่วนที่ยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง

    การสร้างทีมแบบนี้ต้องใช้เวลาและความเจ็บปวดอย่างมาก ต้องเสียสละความสำเร็จระยะสั้นและอาจจะต้องแพ้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่การลงทุนจะออกดอกออกผล ซึ่งเซอร์จิมก็เตรียมใจเรื่องนี้ไว้แล้ว

    “บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจเหล่าสื่อต่างๆที่ต้องการความสำเร็จในช่วงข้ามคืน พวกเขาคิดว่ามันง่ายราวกับว่าเปิดสวิตช์แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นทันตาเห็น

    “กับสโมสรอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราจะบริหารบนหลักการกระต่ายตื่นตูมตามที่นักข่าวบางคนเป็นอยู่แบบนี้ไม่ได้” ซีอีโอของ INEOS กล่าว

    ซึ่งแน่นอนว่า นี่เป็นแค่แผนเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าอโมริมไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในแผนการ และพาทีมตกอยู่ในสภาวะวิกฤต แผนก็อาจจะเปลี่ยนเล็กน้อย ก็ เป็น ได้

    อ้างอิง
    Ruben Amorim: Manchester United boss needs three years to prove himself a ‘great’ coach, says co-owner Sir Jim Ratcliffe – BBC Sport
    List of Manchester United F.C. managers – Wikipedia
    Ruben Amorim – stats and career
    ‘Man Utd can win Premier League in 2028’, says chief executive Berrada | beIN SPORTS

  • วันที่: 8 ตุลาคม 2025
    โดย: Sports in 1

    หลุยส์ ซัวเรส (ขวา) กำลังกัดไปที่แขนของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช (ซ้าย) ภาพจาก: CNN

    “ศาสตร์มืด” สำหรับวงการกีฬาคือการกระทำที่อยู่บนเส้นด้ายระหว่าง “กติกา” “น้ำใจนักกีฬา” และ “ความต้องการในชัยชนะ” เพราะถึงแม้ว่าการกระทำนั้นๆจะไม่ผิดกฎของเกมก็จริง แต่อาจจะสร้างความรำคาญ และทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่ามันเป็นแทคติกที่ไม่ควรยอมรับ

    โดยวันนี้ เราจะมาพูดถึง 2 ศาสตร์มืด จาก 2 กีฬา แทคติกที่คอยสร้างความปั่นป่วนในสนามกัน

    ฟุตบอล: ผู้รักษาประตู รักษาเวลา

    ภาพจาก: The Athletic – The New York Times

    ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีหลายแทคติก ในช่วงสมัยหลังๆนี้ ก็อาจจะมีแทคติกลูกเตะมุมของอาร์เซน่อลที่เน้นก่อกวนผู้รักษาประตู

    แต่จริงแล้วผู้รักษาประตูเป็นหนี่งในตำแหน่งที่ชิงเล่ห์เหลี่ยมเยอะมาก โดยเฉพาะแทคติกการถ่วงเวลา

    ซึ่งปกติจะทำกันในช่วงท้ายเกม โดยเฉพาะการทิ้งตัวลงนอนหลังจากที่รับลูกได้ไม่ว่าลูกจะมาด้วยความเร็วแค่ไหนก็ตาม นอกจากจะสามารถเผาเวลาสำคัญในช่วงท้ายเกม ยังสร้างความรำคาญให้กับคู่แข่งและกองเชียร์อีกด้วย

    โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ชัดเจนและตราตรึงจนต้องมีกติกาเข้ามาใหม่คือเหตุการณ์หลังศึกฟุตบอลยูโรปี 1992 ในเกมที่ทีมชาติเดนมาร์กเอาชนะทีมชาติเยอรมนีไปได้ 2-0

    ภาพจาก: ZAYN

    โดยในเกมนั้นเอง ปีเตอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก ทุกครั้งที่ทีมส่งบอลให้เขา โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกม เขาจะรอจนกว่าผู้เล่นเยอรมันวิ่งเขามาบีบ ก่อนบรรจงลงไปเก็บบอลด้วยสองมือ และทำอย่างนั้นเรื่อยๆ

    โดยชไมเคิลเอง ก็คิดว่าเขานี่แหละเป็นต้นเหตุให้ฟีฟ่าเพิ่มกฎส่งบอลคืนประตู ที่ผู้รักษาประตูจะไม่สามารถใช้มือรับลูกบอลได้ ถ้าหากเพื่อนร่วมทีมใช้เท้าในการส่งบอลไปให้

    “ผมว่าผมเป็นต้นเหตุสำหรับกฎนี้เลยหละ เพราะในรอบชิงของศึกชิงแชมป์ยุโรป ทุกครั้งที่ ไบรอัน เลาดรู๊ป หรือ เฟลมมิ่ง โพพเซน พยายามบุกและหาคนส่งไม่เจอ บอลก็จะกลับมาที่ผม และผมจะรอจนกว่า เยอร์เกน คลินส์มันน์ วิ่งเข้ามาก่อนที่จะหยิบบอล ผมว่านั้นคือทำไมฟีฟ่าต้องเปลี่ยนกฎหละนะ”

    อย่างไรก็ดี ผู้รักษาประตูก็ชอบที่จะถ่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง จนบอร์ดฟุตบอลนานาชาติ (International Football Association Board หรือ IFAB) ออกกฎใหม่ที่จะให้ทีมฝั่งตรงข้ามได้เตะมุม เมื่อผู้รักษาประตูถือบอลไว้นานกว่า 8 วินาที

    อย่างไรก็ต้องมาดูว่าการปรับครั้งนี้จะส่งผลอะไรต่อเล่ห์เหลี่ยมของผู้รักษาประตูไหม

    บาสเก็ตบอล: เส้นชู้ตลูกโทษคือบ้านหลังที่ 2

    ภาพจาก: The Sporting News

    ในกีฬาบาสเก็ตบอล การชู้ตลูกโทษ หรือ Free Throw ถือเป็นส่วนหนึ่งของเกม บางคนอาจจะคิดถึงแทคติก “Hack-a-Shaq” ที่จะพยายามหยุดชาคีล โอนีลด้วยการพยายามฟาวล์และส่งเขาไปให้ชู้ตลูกโทษบ่อยๆ เนื่องจากตลอดอาชีพของเขา มีเปอร์เซ็นต์การชู้ตลูกโทษลงแค่ 52.7% เท่านั้นซึ่งถือว่าต่ำมาก และตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว การชู้ตลูกโทษลง 1 จาก 2 ครั้งโดยเฉลี่ย หมายความว่าพวกเขาจะเสียแค่ 1 แต้ม แทนที่จะเป็น 2 แต้มถ้าปล่อยให้แช็คเข้าไปทำแต้มตามปกติ ซึ่งถือว่าค่อนข้างคุ้ม

    แต่ว่าถ้าเป็นตรงกันข้ามหละ กลับกันถ้าเป็นผู้เล่นที่มีเปอร์เซ็นต์การชู้ตลูกโทษสูง คุณก็อยากที่จะไปชู้ตให้ได้มากที่สุดใช่ไหม?

    หนึ่งในผู้เล่นที่โจทย์จันท์ในเรื่องนี้มากที่สุดคนหนึ่งคือ เจมส์ ฮาร์เดน การ์ดตัวเก่งที่ปัจจุบันเล่นให้กับ ลอส แองเจลิส คลิปเปอร์ส

    ภาพจาก: Houston Chronicle

    เจมส์ ฮาร์เดนเป็นหนึ่งในผู้เล่นเกมรุกที่ครบเครื่องที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ทั้งความสามารถในการจบสกอร์ที่เหนือมนุษย์ และเล่ห์เหลี่ยมที่อยู่หน้าคนอื่นเสมอ

    ทั้งท่า “Double-Step Back” หรือถอยหลังสองครั้งที่ใช้ช่องโหว่ในกฎในการหยิบบอลหรือ “gather step” ในการถอยครั้งแรก ทำให้สามารถถอยได้อีก 2 ก้าว

    นอกจากนี้ ยังมีแทคติก ล่าฟาล์ว ด้วยการล่อให้ผู้เล่นเกมรับกระโดดจะบล็อค ก่อนที่จะกระโดดเข้าไปชนเพื่อที่จะพยายามทำให้เป็น shooting foul

    ซึ่งแผนนี้เวิร์คอย่างมากเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การชู้ตลูกโทษของฮาร์เดนที่เฉลี่ยนสูงถึง 86.1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

    และในช่วงพีคของเขากับ ฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ ในฤดูกาล 2018/2019 และ 2019/2020 เขามีจำนวนการชู้ตลูกโทษเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 11 และ 11.8 ครั้งเลยทีเดียว

    จนกระทั่ง NBA ออกกฎใหม่ ที่ห้ามไม่ให้ผู้เล่นชู้ตท่าผิดธรรมชาติเพื่อจุดประสงค์ในการเรียกฟาวล์ เพื่อป้องกันการทำแต้มเช่นนี้ และเพิ่มความไหลลื่นในการแข่งขัน

    ในปัจจุบัน ก็มีผู้เล่นที่ยังพยายามใช้ศาสตร์ในการเรียกฟาลว์อยู่ เช่น เช กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์ ที่ได้ชู้ตลูกโทษในฤดูกาลที่แล้วมากกว่า 600 ครั้ง แต่นั้นก็มาจากการที่เขาชอบพุ่งเข้าไปทำเกมในวงในและเรียกฟาลว์จากการหา contact จากผู้เล่นเกมรับแทน

    แล้วมัน “ถูก” หรือไม่

    ไม่ว่าจะอยู่ด้านไหนของการกระทำที่กล่าวว่าเป็น “ศาสตร์มืด” ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็น สีสันและการใช้ช่องว่างในกฎให้เป็นประโยชน์ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทีม

    และถ้ามันเป็นประเด็นมากจนเกินไป แน่นอนว่าการเปลี่ยนกฎจะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

    อ้างอิง

    DAZN | Peter Schmeichel claims FIFA made major goalkeeping rule change because of him
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/c4gzpjvv9v7o
    Eight-second rule to reduce time-wasting by goalkeepers approved for next season | Football News | Sky Sports
    James Harden feels like poster boy for NBA rule change on drawing fouls – Sports Illustrated
    Shai Gilgeous-Alexander and the ‘free-throw merchant’ debate: Why it’s out of control – Yahoo Sports

  • วันที่: 8 ตุลาคม 2025
    โดย: Sports in 1

    เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เลบรอน เจมส์ ซุปเปอร์สตาร์ NBA ได้โพสคลิปสั้นข้างต้นลงบน X ส่วนตัวของเขา

    “การตัดสินใจเหนือทุกสิ่งทั้งปวง วันที่ 7 ตุลา เวลา 5 ทุ่ม (ประเทศไทย) #TheSecondDecision (การตัดสินใจครั้งที่ 2)”

    สิ่งท่าที่ก็ดันคล้ายกับ “The Decision” หรือชื่อไทย “การตัดสินใจ” ที่เป็นรายการโทรทัศน์พิเศษของ ESPN เมื่อปี 2010 โดยในรายการนั้น เลบรอน เจมส์ ที่เป็นฟรีเอเจนท์ ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาจะเข้าร่วมทีมไมอามี ฮีต ท่ามกลางข้อสงสัยเป็นจำนวนมากว่าเขาจะไปเล่นที่ไหน

    จังหวะที่ เลบรอน เจมส์ ประกาศว่าจะไปเล่นให้ ไมอามี ฮีต ในฤดูกาล 2010/2011

    โดย “The Decision” ถือเป็นเรื่องใหญ่ในวงการบาสเก็ตบอลมาก เนื่องจากไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และการที่ผู้เล่นพูดออกสื่อเองว่าจะไปที่ไหน เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นอีกด้วย

    และท่ามกลางข่าวลือว่า “เดอะ คิง” จะรีไทร์ หลังจากที่ลงแข่งมาอย่างยาวนานถึง 22 ฤดูกาล ก็ทำให้แฟนบาสเก็ตบอลเป็นกังวลว่า เลบรอน จะวางมือจากวงการหลังจบฤดูกาลนี้หรือเปล่า และยิ่งมีคลิปสั้นแบบนี้ออกมา ความกังวลนั้นเริ่มเห็นภาพว่าจะเกิดขึ้นจริง จนทำให้ยอดขายตั๋วของเกมสุดท้ายในบ้าน ลอสแองเจลิส เลเกอร์ส ซึ่งเป็นทีมที่เลบรอนเล่นอยู่ในปัจจุบัน พุ่งขึ้นอย่างมาก

    แต่ทว่า เมื่อ 3 ทุ่มตามเวลาบ้านเราที่ผ่านมา ทั้งหมดก็ถึงกับบางอ้อ

    เพราะจริงๆแล้วมันคือโฆษณาประกาศความร่วมมือของเลบรอนกับ เฮนเนสซี่ บริษัทสุราชื่อดัง

    แน่นอนว่าแทคติกตามการตลาดครั้งนี้ โดยรวม ได้ผลดีมาก เนื่องจากสามารถเรื่องร้องความสนใจเข้าแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แต่ก็แอบใจหายว่า บางที “The Final Decision” อาจจะมาไม่ช้าก็เร็ว ก็เป็นได้

    Reference

    https://www.espn.co.uk/nba/story/_/id/46520262/lebron-james-big-decision-no-2-turns-ad-campaign
    https://www.si.com/nba/lakers/news/lakers-notes-lebron-james-teases-decision-tickets-soar-after-announcement-luka-doncic-update
    https://x.com/KingJames/status/1975576075561541637

  • วันที่: 4 ตุลาคม 2025
    เรื่อง: Sports in 1

    ภาพ mock up จาก

    คุณเคยเห็นหนังไซไฟที่เห็นโฮโลแกรมหรือ3D สุดเจ๋งแล้วคิดว่า “มันก็คงจะดีถ้าเราสามารถมองเกมบาสและได้ดูสถิติแบบ Real Time”

    อนาคตที่คุณคิดไว้อาจมาเร็วกว่าที่คิด

    รายงานจาก Amazon ยืนยันว่า NBA จับมือ Amazon Web Services (AWS) ในสัญญาหลายปี ผลักดันระบบ AI-powered analytics สู่แฟนบาสทั่วโลก โดยใช้ว่า “NBA Inside the Game”

    เทคโนโลยีนี้ได้มาจากระบบ Cloud และ AI ของ AWS ประมวลข้อมูลต่างๆในเกม NBA แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ ความน่าจะเป็นที่จะทำแต้ม, เวลารีลีสลูกบาส,หรือการประมวลผลเกมรับของทีมอีกด้วย

    ตัวเลขไม่ใช่แค่สวยงามบนกราฟ บทเรียนจาก “Moneyball” สอนเราแล้วว่า data สามารถเปลี่ยนเกมได้จริง และยิ่งในยุคปัจจุบัน ทีมหลายทีมใน NBA ใช้ข้อมูลและ analytics เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างทีมบาสเก็ตบอลมากขึ้น

    โดยระบบนี้ถูกใช้งานในเกม NBA, WNBA, NBA G League, Basketball Africa League, และ NBA Take-Two Media และแฟนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆพวกนี้ได้ด้วยการใช้แอฟลิเคชั่น NBA, NBA.com และช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของ NBA

    ด้านธุรกิจ AWS ก็ส่งเสริมการร่วมมือกับลีกกีฬาที่มากขึ้น (ต่อจาก NFL Next Gen Stats และ F1 Insights) ส่วน NBA เองหวังยกระดับประสบการณ์ผู้ชมให้ใกล้เคียง “courtside” ที่สุดโดยไม่ต้องซื้อบัตรแพงลิบ

    เมื่อเครื่องมือนี้เดินหน้าเต็มรูปแบบ เราอาจเห็นแฟนบาสวิเคราะห์เกมได้ลึกพอ ๆ กับโค้ชจริง นอกจากนี้ ข้อมูลเรื่องเกมรับ หรือสถิติที่อาจถูกมองข้าม ก็อาจจะเป็นที่สนใจมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อการประเมินความสามารถผู้เล่นได้เลยทีเดียว

    ไม่ว่าจะจบอย่างไร การจับมือระหว่าง NBA กับ AWS คืออีกก้าวสำคัญของยุค “data-driven basketball” และเป็นสัญญาณชัดว่าอนาคตของกีฬานี้ จะถูกผลักดันด้วยข้อมูลของนักกีฬาทุกฝีก้าว

    Reference

    https://www.aboutamazon.com/news/aws/nba-aws-cloud-ai-partnership-basketball-innovation
    https://operations.nfl.com/gameday/technology/nfl-next-gen-stats/
    https://aws.amazon.com/sports/f1/

  • ริชาร์ด มาสเตอร์ส CEO ของพรีเมียร์ลีก ภาพจาก: Yahoo Sports

    วันที่: 4 ตุลาคม 2025
    โดย: Sports in 1

    “ฤดูหนาวกำลังมา”

    อ่อผิดเรื่อง

    “การตัดสินใจครั้งใหญ่กำลังจะมา”

    ริชาร์ด มาสเตอร์ส บอสใหญ่ของพรีเมียร์ลีกได้กล่าวเอาไว้เกี่ยวกับกฎกำกับการเงิน (Profit & Sustainability Rules) หรือ PSR ที่อาจจะถูกปรับโฉมครั้งสำคัญ

    โดย PSR กำหนดได้จำกัดการขาดทุนต่อทีมไม่เกิน 105 ล้านปอนด์ในรอบ 3 ปี หากทีมใดไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็จะถูกลงโทษหักคะแนน

    แต่การมีกฎการเงินที่มีจุดประสงค์ไม่ให้ทีมที่ทุนหนาได้เปรียบในการแข่งขันจนเกินไป กลับไม่ไปในทางที่คิด และโดนวิพากย์วิจารณ์อย่างมาก

    ภาพจาก: The Sporting News

    ผู้ประสบภัยที่แท้จริง

    แต่แทนที่สโมสรที่ทุนหนาเช่นเชลซีผู้ใช้จ่ายในฤดูกาลนี้ไปถึง 404 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2023/24 จะโดนผลกระทบจากกฎนี้ แต่ผู้ประสบภัยกลับกลายเป็นทีมอย่าง เอเวอร์ตัน หรือ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่ใช้จ่ายไปแค่ 34 ล้านปอนด์ และ 114 ล้านปอนด์ ในฤดูกาลเดียวกัน

    นั่นก็เพราะคำว่า “ขาดทุน”

    สโมสรยักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่จะสามารถหา revenue ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้เพดานการจ่ายของพวกเขาค่อนข้างสูง แต่กลับกัน ทีมที่มีรายได้น้อยกว่า แม้ว่าจะมีทุนอยู่บ้าง กลับโดนผลกระทบเพราะพวกเขา “ขาดทุน” กว่าที่ควรจะเป็น หาใช่ใช้จ่ายมากกว่าทีมอื่นไม่

    ทีมอย่าง แอสตัน วิลล่า คิดที่จะฟ้องพรีเมียร์ลีกในประเด็นนี้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกเลยที่กฎนี้อาจจะเปลี่ยนในไม่ช้า

    ภาพจาก: The University of Manchester

    การเปลี่ยนแปลงที่คิดไว้

    มาสเตอร์ส เผยว่าข้อเสนอเด่นคือการหันไปใช้ “Squad Cost Ratio” หรือ SCR คล้ายระบบของยูฟ่าจำกัดรายจ่ายค่าจ้าง นักเตะ และเอเยนต์ไว้ราว 85% ของรายได้ (ยูฟ่าจะปรับเหลือ 70% ภายในปี 2025) เพื่อให้การใช้จ่ายยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่คุมตัวเลขบนกระดาษ

    นอกจากนี้ พรีเมียร์ลีกอาจจะทดลองระบบ Top to bottom anchoring หรือ TBA โดยจะกำหนดเพดานการจ่ายของแต่ละทีมโดยใช้รายได้ของทีมอันดับล่างเป็นเกณฑ์พิจารณา

    ในตอนนี้ ทีมในพรีเมียร์ลีกซื้อัวนักเตะในราคาที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ และการที่บางทีมได้ไปแข่งและได้รับเงินรางวัลจากรายการอื่นเช่นการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรโลก อาจทำให้เสียสมดุลสำหรับทีมที่ไม่มีโอกาสเหล่านั้น

    ในท้ายที่สุด คำถามไม่ได้มีแค่ “ใครได้ ใครเสีย” แต่คือพรีเมียร์ลีกจะรักษาความน่าตื่นเต้นโดยไม่เผาอนาคตการเงินของตัวเองได้หรือไม่

    Reference

    Premier League decision on PSR changes ‘coming up’ – Richard Masters – BBC Sport
    Premier League’s existing PSR set to be retained for 2025-26 season after concerns over Man City legal case and new football regulator – BBC Sport
    Chelsea FC – Transfers 23/24 | Transfermarkt
    Nottingham Forest – Transfers 23/24 | Transfermarkt
    Everton FC – Transfers 23/24 | Transfermarkt

  • วันที่: 4 ตุลาคม 2025
    โดย: Sports in 1

    ภาพจาก: Sports Illustrated

    เมื่อปี 2013 ผู้จัดการทั่วไปของทีมฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส (Philadelphia 76ers) แซม ฮิงกี ได้มีปรัชญาการทำทีมที่ใช้ความอดทนและความเชื่อมันจากแฟนทีมอย่างมาก นั่นคือการให้ความสำคัญในการได้สิทธิ์ดราฟและสร้างทีมที่แย่ที่สุดที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทีมได้สิทธิ์ดราฟอันดับสูง และพยายามสร้างทีมจากเหล่าซุปเปอร์สตาร์หน้าใหม่ที่ทีมจะเลือกเข้ามา

    ซึ่งในช่วงเวลา 3 ปีที่ฮิงกีเป็นผู้จัดการทั่วไปของทีม เซเว่นตี้ซิกเซอร์สมีสถิติแพ้ชนะอยู่ที่

    19-63 ในฤดูกาล 2013-2014
    18-64 ในฤดูกาล 2014-2015
    10-68 ในฤดูกาล 2015-2016

    ซึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟียที่มีแฟนกีฬาที่แสดงออกอย่างหนักแน่น แผนการสร้างทีมที่เน้นการทำให้ทีมแพ้เป็นจำนวนมาก เป็นการกระทำที่เสี่ยงและต้องใช้ความอดทนรวมถึงความแน่วแน่อย่างมาก ซึ่งฮิงกีได้เรียกปรัชญานี้ว่า

    “Trust the Process” (จงเชื่อในแนวทางการก้าวหน้า)

    ซึ่งหลังจากผ่านความยากลำบากอย่างมาก ทีมจากแดน Brotherly Love ได้คว้าผู้เล่นจากสิทธิ์ดราฟอันดับสูงมากมายเช่น โจเอล เอ็มบีด เบน ซิมมอนส์ และ มาร์เคล ฟอลต์ และนิทานนี้เหมือนจะจบลงด้วยชัยชนะและความมั่นคั่งไปนานแสนนาน

    แต่จนถึงวันนี้ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ก็ยังไม่ได้แชมป์ NBA ซักสมัยนับตั้งแต่ “Process” ได้เริ่มขึ้น มิหนำซ้ำ ยังไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศสายตะวันออกแม้แต่ครั้งเดียวกับทีมชุดนี้อีกด้วย จน 2 ใน 3 ผู้เล่นที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้อยู่กับทีมต่อแล้ว

    นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า “บางที อดทนไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา”

    และนี่คือ dilemma (ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก) ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังเผชิญ

    ภาพจาก: The Athletic, Getty Images

    1 ปีที่ไม่ไปไหนของปีศาจแดง

    อันดับที่ 14

    คืออันดับที่ เอริค เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนก่อนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พาทีมมาอยู่ก่อนที่จะโดนไล่ออกเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

    แต่ผ่านมาเกือบ 1 ปี ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อทัพปีศาจแดงก็อยู่ในอันดับเดียวกันไม่ไปไหนถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนฤดูกาลแล้ว

    ความท้าทายก็เข้ามาถาโถมใส่ รูเบน อโมริม เฮดโค้ชคนใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ทันที่ทีเขารับตำแหน่ง

    เนื่องจากว่าเขาต้องมาคุมทีมกลางคันโดยไม่มีพรีซีซั่น และผู้เล่นชุดเมื่อตอนนั้นก็เป็นทีมที่อยู่ในระบบที่ผู้จัดการทีมคนเก่าต้องการ ทำให้การปรับสไตล์การเล่นของผู้เล่นให้เข้ากับแผน 3-4-2-1 ของอโมริมนั้นเป็นเรื่องยาก และมิหนำซ้ำ “โค้ชเจ๋ง” เลือกที่จะ “หักดิบ” ทีมและเปลี่ยนแผนการเล่นทั้งหมดทันที โดยไม่ให้มีช่วง transition หรือเปลี่ยนผ่านอย่างช้าๆ

    โดยตามไอเดียแล้ว โค้ชหนุ่มชาวโปรตุเกสจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ใครเหมาะและใครไม่เหมาะกับแผนการเล่นของเขา เพื่อที่จะได้ไปต่อในฤดูกาลหน้าอย่างถูกต้อง

    แต่แน่นอน เรื่องนั่นต้องแลกมากับมรสุมอันยากลำบาก กับสถิติชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 13 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น และถึงแม้ว่าจะทำผลงานน่าพอใช้ในศึกยูโรป้าลีก แต่ก็พ่ายให้ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 1-0

    แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนักโดยแฟนบอล นักวิจารณ์บางกลุ่ม หลายคนก็ให้ benefit of the doubt และแนะนำให้รอจนถึงฤดูกาลถัดไปจึงจะตัดสินว่า โค้ชเจ๋ง เจ๋งจริงหรือเปล่า

    มิหนำซ้ำ อโมริมยังกล่าวในนัดปิดฤดูกาลอีกว่า “วันที่สดใส กำลังมา”

    ภาพจาก: FotMob

    แต่อาจจะยังน้า

    แต่ทว่า พอเริ่มฤดูกาลใหม่แล้ว สถิติกลับไม่ดีดั่งที่คิด

    การออกสตาร์ทด้วยสถิติชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 3 ทั้งที่เจอทีมอย่างอาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่ขนาดนั้น แต่การเสมอกับฟูแล่ม 1-1 และแพ้เบรนท์ฟอร์ด 3-1 เป็นการโชว์สัญญานที่น่าเป็นห่วง

    และที่ดับอนาจที่สุดคือการพ่ายกริมบี้ ทาว์น ทีมจากลีกทู ลีกที่ต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกถึง 3 ระดับ ในการดวลจุดโทษหลังเสมอในเวลา 2-2 และยังโดนนำก่อนถึง 2-0 เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในฤดูกาลนี้

    กูรู นักวิจารณ์ อดีตนักเตะปีศาจแดง และแฟนบอลบางกลุ่ม ต่างออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หมดความอดทนกับโค้ชคนนี้แล้ว และพร้อมที่จะแยกทางกับโค้ชหนุ่มวัย 40 ปี

    “ต้องเจ็บเท่าไหร่ถึงจะพอ ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่” คงเป็นคำที่อยู่ในใจแฟนบอลปีศาจแดงหลายคน

    มิหนำซ้ำ ภาษากายของอโมริมก็เหมือนจะกึ่งๆยอมแพ้ ทั้งออกมาบอกอีกด้วยว่า เขาเคยคิดจะลาออกอีกด้วย

    หรือถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน และนับ 1 ใหม่อีกครั้ง

    ภาพจาก: The Telegraph

    ปัญหาที่เรื้อรังของปีศาจแดง

    ถ้าดูแค่สถิติอย่างเดียว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรจะทำผลงานได้ดีขึ้น

    ด้วยค่า expected goal (การคาดการณ์ประตูที่ควรได้) อยู่ที่ 12.21 ซึ่งมากที่สุดในลีก สถิติชี้ว่าทัพปีศาจแดงน่าจะกระทุ้งประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาทำได้แค่ 7 ประตูเท่านั้น และ 2 ลูก มากจากการทำเข้าประตูตัวเอง

    สถิติค่า Expected Goal (xG) ของทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ภาพจาก: Opta

    ถึงแม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะซื้อมาเธอุส คุนญ่า ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ เบนจามิน เชสโก้ สามผู้เล่นแนวรุกมหาประลัยมาร่วมทีมแล้ว ทำไมปัญหาการจบสกอร์ยังคงอยู่

    คำตอบคือตำแหน่งแดนกลางที่ไม่แข็งแรง

    ในแผนของอโมริม 2 ผู้เล่นกองกลางของทีมนั้นเป็นหัวใจสำคัญพอๆกับผู้เล่นวิงแบ็ค เขาต้องการคนที่จะเดินเกมที่จะวิ่งทั่วสนาม 1 คน กับกองกลางตัวตัดเกม 1 คน

    และนั่นคือปัญหาเพราะว่าผู้เล่นกองกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนจะยังไม่ใช่ผู้เล่นในอุดมคติของอโมริม

    บรูโน่ แฟร์นันส์ กัปตันทีมที่สามารถเป็นตัวความหวังในการทำเกมจากการจ่ายบอลอันงดงาม แต่บางทีกลับดูเหมือนเร่งจังหวะเกมเกินไปในบางครั้งและชอบเสียบอลกลางสนาม ค็อบบี้ เมนูที่แม้ว่าจะดูดี แต่ยังขาดประสบการณ์และการขัดเกลาความสามารถ คาเซมิโร่ ตัวตัดเกมประสบการณ์สูง แต่สภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลงไปทุกที และมานูเอล อูการ์เต้ จอมเดือดที่ตัดเกมอย่างดุดัน แต่แฟนบอลหวาดเสียวทุกครั้งเมื่อเขาต้องเป็นคนออกบอล

    ภาพจาก: Sky Sports

    และการไม่ได้เสริมตำแหน่งนี้ก็เป็นปัญหาอย่างชัดเจน และแน่นอน ผู้เล่นตำแหน่งนี้เก่งๆไม่ได้มาราคาถูก เช่น คาร์ลอส บาเลบา ที่ไบรท์ตันตั้งราคาขายมากกว่า 100 ล้านปอนด์ หรือเฟรงกี้ เดอ ยอง อดีตเป้าหมายของเทน ฮาก ที่ก็จ่ายราคาไม่ได้ง่ายๆ

    อีกหนึ่งเรื่องที่เป็นปัญหาคือตำแหน่งกองหลังนั่นเอง

    สถิติชี้ว่า อโมริมได้เปลี่ยนชุด หลัง 3 ของเขามาแล้วถึง 20 รูปแบบนับตั้งแต่มาคุมทีมแมน ยูไนเต็ด ซึ่งมีผลมาจากทั้งอาการบาดเจ็บและการลองแผนผสมกัน แต่ว่าการหาความสมดุลไม่เจอ ก็ส่งผลถึงความคงเส้นคงวาในเกมรับ ที่ก็เป็นอีก 1 จุดอ่อนของแมนฯ ยูไนเต็ดฤดูกาลนี้ด้วย

    ถึงแม้ว่าอโมริมก็ต้องน้อมรับคำวิจารณ์เรื่องการแก้เกม หรือการจัดทัพ 11 คนตัวจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหาใหญ่ที่อยู่เหนือการควบคุมของเขา

    สรุปควรไปต่อ หรือพอแค่นี้

    สุดท้ายแล้ว คนที่จะตัดสินใจชะตากรรมของโค้ชหนุ่มคนนี้คือเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ และกลุ่ม INEOS ที่เลือกเขามาเองกับมือ

    ภาพจาก: BBC

    หลายคนชี้ถึงเกมที่จะเจอกับซันเดอร์แลนด์ในวันเสาร์ก่อนพักเบรกทีมชาติ และเปรยว่านั่นอาจเป็นเส้นตายของอโมริม ถ้าผลงานยังไม่ดีขึ้น เขาก็จะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมวังวนมรณะของเฮดโค้ชมากความสามารถที่มาคุมทีมนี้

    กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว การ rebuild ทีมกีฬาก็เช่นกัน หลายทีมต้องเผชิญกับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็สามารถสร้างรากฐานสำคัญได้ ตัวอย่างเช่น มิเกล อาร์เตต้า กับอาร์เซน่อล ที่อยู่ในโหมดลุ้นแชมป์เต็มตัวในช่วง 2-3 ปีให้หลัง หลังจากที่ออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

    แต่จากตัวอย่างที่เราเห็น บางครั้งอดทนและเจ็บปวดไป อะไรก็อาจจะไม่ดีขึ้นและการรอคอยทั้งหมดอาจไรความหมาย “process” จะเป็น “process” ไม่ได้ ถ้าไม่มี “progress” ให้เห็น

    ท้ายที่สุดแล้ว INEOS ก็ต้องตอบคำถามที่ว่า

    “ความอดทน ควรจะมีถึงเมื่อไหร่”

    Reference

    Trust the Process meaning: What does the 76ers motto mean? – Sports Illustrated
    Sam Hinkie NBA & ABA Basketball Executive Record | Basketball-Reference.com
    Sam Hinkie: After The Process – Sports Illustrated
    Manchester United manager Ruben Amorim’s brutal honesty: ‘Good or bad, he tells us everything’ – The Athletic
    https://www.skysports.com/football/news/11667/13213318/erik-ten-hag-sacked-by-manchester-united-after-two-and-a-half-years-as-manager-with-side-14th-in-premier-league
    https://www.skysports.com/football/news/11667/13442812/ruben-amorim-at-manchester-united-gary-neville-reveals-old-trafford-fears-as-numbers-paint-worrying-picture-for-head-coach
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/c147m6jlz50o
    https://www.skysports.com/football/news/11667/13420609/ruben-amorim-manchester-united-head-coach-admits-sometimes-i-want-to-quit-amid-difficult-start-to-first-full-season-in-charge
    https://theanalyst.com/competition/premier-league/stats?utm_source=website&utm_medium=topbanner&utm_campaign=embed
    https://www.skysports.com/football/transfer-paper-talk/12709/13411310/papers-brighton-value-manchester-united-target-carlos-baleba-at-100m-with-ruben-amorims-side-unwilling-to-meet-it

  • Welcome to WordPress! This is your first post. Edit or delete it to take the first step in your blogging journey.